Previously on Annapurna Base Camp…หลังจากเดินทางจากประเทศไทยมาเจ็ดวัน ผมกับภรรยาก็ได้ทานข้าวเที่ยงที่สูงที่สุดในชีวิตที่ ABC  หลังจากนั้นก็กลับมาสบทบเพื่อนที่รออยู่ Deorali เพื่อเดินทางกลับ

 

EPISODE-IV : Return of the Jedi 

จาก Deorali เราจะใช้เวลาประมาณสองวันกว่าๆในการลงไปถึง Nayapol นั้นทำได้สองทางหลักๆคือหนึ่งลงจาก Chhumrong ไปทาง New Bridge ซึ่งไกด์ผมบอกว่าจะเป็นลงไปเรื่อยๆสบายๆแถมมี hot spring ด้วย ถ้าเหนื่อยก็เดินต่อมาอีกนิดเดียวก็เรียกรถ jeep มารับได้ กับอีกทางหนึ่งคือจาก  Chhumrong  ไปเพื่อไปแวะที่ Ghandruk และกลับ Nayapol ตอนนี้เพื่อนผมก็อาการดีขึ้นมากแล้วเราจึงคิดว่าน่าจะไปเปิดหูเปิดตาที่ Ghandruk ดู อีกอย่างไกด์ผมบอกว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ชอบไปทางนี้เพราะก็เหนื่อยกับการเดินทางแล้วเลยอยากพักที่  hot spring มากกว่าแต่ Ghandruk นี่เป็นหมู่บ้านผู้อพยพชาวฑิเบตซึ่งอยู่กลางหุบเขาและมันนิยมมากในหมู่นักสำรวจสมัยก่อน เลยไม่สนใจทาง  New Bridge เท่าไหร่เพราะไหนๆก็เหนื่อยมาหลายวันเเล้วอีกสักวันสองวันคงไม่เป็นไร

การเดินทางกลับวันแรกนั้นเราจะเดินจาก Deorali ไปพักที่ Sinuwa ซึ่งระยะหว่างทางจะเห็นเขา Annapurna ค่อยๆหลบเข้าทิวเขาเรื่อยๆซึ่งก็ใจหายเล็กๆอยู่เหมือนกัน

P4130213.JPG
ทางกลับจะมองเห็น Annapurna ลางๆ

จริงๆแล้วขากลับก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากแต่มันลำบากขึ้นก็ตรงที่มันมีฝนไล่เรามาตลอดซึ่งไกด์เราบอกว่าอาจจะมีฝนอย่างนี้อีกสองวัน ผมขอยอมรับเลยว่าผมกลัวฝนตกบนเขามากเพราะผมเคยอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่งว่าฟ้าฝ่าบนเขาสูงๆมันจะไม่ผ่าลงตรงๆแต่จะอ้อมโค้งตามแนวเขา พอผมได้ยินเสียงฟ้าร้องเหมือนหนังสือหน้านั้นมันลอยมาในหัวเลยแล้วพอถามไกด์เค้าบอกว่าเป็นยังงั้นจริงๆผมเลยกลัวหนักเลย โชคดีที่ตอนที่ฝนตกหนักๆก็เป็นช่วงที่ใกล้ถึง Sinuwa แล้วเราเลยเจอช่วงหนักไม่ถึงชั่วโมง

ที่ Sinuwa เราก็เจอกับอ้ายหำแหล่คนเดิมซึ่งเค้าจำเราได้เลยทำท่าตั้งการ์ทมวยไทยเป็นการทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม (ถ้าไม่ยิ้มนี่คงเครียดเลย) เนื่องจากฝนตกหนักคืนนั้นไฟเลยดับซึ่งผมก็ไม่แน่ใจครับว่ากว่าไฟจะมานั้นมากี่โมงแล้วเพราะหลับไปก่อนแต่ที่แน่ๆคือฝนตกหนักและนานมาก

หลังร่ำลาอ้ายหำแหล่เราก็เดินทางออกจาก Sinuwa ประมาณเจ็ดโมงเช้าซึ่งอากาศดูเหมือนจะดีกว่าเมื่อวาน จาก Sinuwa ไป Ghandruk นั้นต้องเดินขึ้นลงเขาผ่าน Chhumrong, Kimrong-khola และ Komrodanda อย่างที่บอกก่อนหน้านี่ครับว่าการไปที่ Ghandruk จะเป็นทางขึ้นลงเขาสองสามลูกวันนี้เลยเหนื่อยเอาเรื่องและมากกว่าที่คิดเอาไว้เยอะเลย พอเดินทางมาถึงที่ Kimrong-khola ก็เริ่มครึ้มฟ้าครึ้มฝนแล้ว จากตรงนี้ต้องข้ามเขาอีกลูกเพื่อไปถึง Ghandruk นั่นแปลว่าถ้าฝนตกเราจะอยู่ในจุดยอดสูงที่ๆเสี่ยงต่อการถูกฟ้าฝ่า (อีกแล้ว) พอได้ยินเสียงฟ้าร้องตามหลังมาก็เริ่มรู้สึกกังวลเลยค่อนข้างรีบเดินแต่จริงๆแล้วทางจาก Kimrong-kholaไป Ghandruk นั้นสวยเลยทีเดียวจะให้อธิบายง่ายๆก็คงจะบอกว่าช่วงแรกๆจะเป็นป่าดิบชื้นเหมือนหนัง The lost world ช่วงกลางจะเป็นเลาะไหล่เขาแล้วพอใกล้ถึงก็จะเริ่มโปร่งๆแนวๆป่าใน The hobbit ครับ

CAMERA
Ghandruk คือหมู่บ้านที่อยู่กลางเขาซึ่งไกด์ผมบอกว่าอาณานิคมอังกฤษเคยพยายามนำทหารอินเดียมายึดเพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์แต่ไม่สำเร็จเพราะชาวฑิเบตที่อาศัยอยู่ที่นั่นอาศัยความได้เปรียบของพื้นที่ขับไล่ออกไปได้

การมาที่ Ghandruk นั้นคุ้มค่ากับความเหนื่อยครับซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แม้ Ghandruk จะอยู่กลางเขาแต่สาธารณูปโภคถือว่าดีมาก มีโรงเรียนและถึงกับมี museum เล็กๆด้วย (แต่วันที่ไปโชคร้ายที่ปิด) ที่นี่มีโรงแรมเล็กๆอยู่ค่อนข้างเยอะซึ่งดูๆไปเหมือนเป็นเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งเลย ที่แปลกตาที่สุดคือมีการปลูกนาอยู่กลางเมืองแทรกระหว่างอาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆ

โรงแรมที่จะพักคืนนี้ถือว่าดีมากเลยทีเดียวมีห้องในส่วนตัว น้ำอุ่นกับผ้าห่ม (สำหรับผมแล้วโรงแรมคืนนี้ดีกว่าในเมืองอีกเพราะด้วย facility ที่จำกัดได้ขนานนี้คือดีมากแล้วครับ) ผมเห็นใบประกาศติดอยู่ที่ผนังห้อง dinning room สองใบซึ่งน่าจะเป็นของเจ้าของโรงแรมว่าเค้าได้ผ่านการสอบวัดความรู้ของภาษาจีนและอังกฤษในระดับที่ดีจากมหาลัยในอังกฤษกับจีน ผมค่อนข้างนับถือในความพยายามของเค้านะครับเพราะกลางเขาแบบนี้และระบบ internetที่ไม่ค่อยเสถียรก็ยังมีความพยายามเรียนรู้จนสามารถทำได้แบบนี้นับว่าคนในเมืองบางคนที่ทุกอย่างพร้อมต้องอายเลย คืนนั้นจะเป็นจุดสุดท้ายที่จะพักบน Annapurna area ซึ่งทำผมใจหายอยู่หน่อยๆเหมือนกัน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
วิว Ghandruk จากโรงแรม

เราออกจาก Ghandruk ตอนประมาณเจ็ดโมงเช้าซึ่งระหว่างทางก็เป็นทางเดินง่ายๆแล้ว แต่พอใกล้ถึง Nayapol จะเริ่มมีรถวิ่ง ผมแนะนำให้ระวังนิดหนึ่งเพราะรถที่นี่ขับค่อนข้างเร็วและสภาพถนนก็ไม่ค่อยดีแถมบางช่วงก็แคบมาก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ขากลับมีพี่ม้า(หรือพี่ล่อก็ไม่รู้) มาส่ง

จาก Nayapol ก็นั่งรถมาประมาณสองชั่วโมงก็ถึงตัวเมือง Pokhara จากนี้ไปผมมีเวลาเที่ยวในเมืองนิดหน่อยก่อนกลับตอนพรุ่งนี้เช้าด้วยรถขบวนแรก หลังอาหารเที่ยงก็ได้เวลาเที่ยวเมืองโดยมื้อเที่ยงนี้ไกด์พาเรามาทานอาหารประจำชาติเค้าซึ่งก็คือ Dal Bhat

P4150236.JPG
Dal  Bhat  ที่ Pokhara ซึ่งที่ผมสังเกตุมาคือรสชาติในแต่ละที่จะไม่เหมือนกันซึ่งผมก็บอกไม่ได้ลึกซึ้งแต่ที่พอจะอธิบายได้คือพวกของดองบางที่จะมีรสเผ็ด บางที่จะเป็นรสเปรี้ยว ผมคิดว่าอาจจะเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบและวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่

Pokhara เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาค่อนข้างเยอะเลยมีร้านอาหาร ร้านค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆค่อนข้างเยอะ ที่นี่ก็มีที่ท่องเที่ยวที่สำคัญคือทะเลสาบที่อยู่กลางเมือง ในหนังสือผมจัดลำดับการไปชมวิวทะเลสาบ Pokhara เป็นสิ่งน่าสนใจในเนปาลในอันดับที่เจ็ดเลยทีเดียว

P4150238.JPG

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เอาเข้าจริงๆผมขอยอมรับเลยว่าผมไม่ค่อยอินกับวิวทะเลสาบนี้เท่าไหร่ คงเหมือนแม่น้ำคงคาที่ชาวบ้านที่นี่มีความผูกพันและมีวิถีวิชีตร่วมกับทะเลสาบนี้แต่สำหรับผมคือมันดูกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกินไปจนดูวุ่นวายครับ แต่ก็สวยดีนะครับถ้ามีเวลาก็เดินดูหน่อย

ที่นี่มีสถานที่น่าสนใจสำหรับผมอย่างหนึ่งคือ Varahi Mandir ซึ่งเป็นเทวสถานกลางน้ำสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพ Varahi ซึ่งเป็นเทวนารีในศาสนาฮินดู มีอวตวรเป็นหมูป่าและมีเสือเป็นพาหนะ

220px-Varahi_on_tiger
ภาพจาก wikipedia

ที่ Varahi Mandir นั้นจะต้องนั่งเราข้ามไปโดยสามารถซื้อตั๋วได้ที่นั่นเลย ช่วงนั้นยังอยู่ในช่วงปีใหม่ของชาวเนปาล คนเลยเยอะมากผมว่าคงเหมือนบ้านเราที่ช่วงปีใหม่ สงกราน ตรุษจีน คนชอบไปทำบุญเอาฤกษเอาชัยกัน พอผมเห็นคนเยอะบวกกับคิดว่าเค้าคงอยากทำบุญตามความเชื่อถ้าผมซึ่งแค่อยากไปดูเฉยๆจะไปแย่งที่เค้าก็คงไม่ดีเลยเปลี่ยนใจว่ายืนดูเฉยที่ฝั่งแล้วไปเที่ยวในเมืองต่อก็พอ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
วิหาร Varahi Mandir กลางทะเลสาบ Pokhara

ที่เมือง Pokhara นี่มีผู้อพยพชาวฑิเบตอยู่เยอะเลยมีที่ๆรวมร้านค้าของชาวฑิเบตอยู่ชื่อว่าTibetan mini market ซึ่งที่นั่นมีทั้งมีทั้งสินค้าหัตถกรรมและอาหารฑิเบตอยู่ (แต่ถ้าหวังว่าจะใหญ่เดินได้เป็นวันๆคงต้องบอกว่าไม่ใช่ครับ ที่นี่ค่อนข้างเล็กครับเป็นตึกแถวสองชั้นประมาณไม่เกินสิบคูหา) ในหนังสือผมแนะนำร้านๆหนึ่งที่นี่ชื่อ Potala Tibetan Restaurant (แค่ชื่อก็อยากลองแล้ว) ไปถึงก็จะเห็นป้ายใหญ่ๆว่า best momo in town ซึ่งผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่แค่ราคาคุย ถามว่าอร่อยขนาดไหนนั้นก็บอกว่าอร่อยขนาดที่ลืมถ่ายรูปไงครับกว่าจะรู้ตัวก็เป็นปอเปี้ยผักซึ่งเป็นจานปิดท้ายเเล้ว ที่นี่เหมือนมีเมนูดังอีกอย่างคือหม้อไฟแต่ต้องสั่งล่วงหน้าเพราะเค้าต้องเตรียมวัตถุดิบ (นึกถึงกระบี่ไร้เทียบทานขึ้นมาสองวินาที อารมณ์ท่านลามะไปเอาบัวหิมะให้ฮุ้นปวยเอี้ยง) เสียดายว่าต้องกลับพรุ่งนี้ละเลยอดตามระเบียบ

P4150251.JPG
ปอเปี้ยผักที่ Potala Tibetan Restuarant

เรานั่งรถออกจาก Pokhara แต่เช้า ที่นี่ฝุ่นจะเยอะนะครับแนะนำเตรียมหน้ากากอนามัยมาด้วยช่วยได้เยอะเลย ระหว่างทางมีช่วงที่รถติดอยู่นานเพราะเกิดอุบัติเหตุขึ้นทำให้เรากว่าจะไปถึง Kathmandu ก็เย็นๆแล้ว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
รถติดยาวเลยซึ่งหลายคนก็เดินไปดูจุดเกิดเหตูแล้วมายืนคุยกันจริงจังเหมือนแปลกใจว่าเกิดขึ้นได้ยังไง ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย (ผมคิดในใจว่าก็พี่ขับรถกันอย่างนี้ไงครับ ผมไม่แปลกใจเลย ระหว่างทางก็เกือบหลายรอบแล้ว)

ที่ Kathmandu วันนั้นทาง agency เราก็เลี้ยงส่งที่ร้านอาหารสไตล์ Nepali (ผมประทับใจบริการจริงๆ) อาหารที่นี่อร่อยเลยทีเดียว แถมมีการแสดงเต้นรำพื้นเมืองด้วย ผมขอยอมรับว่าผมชอบดูอะไรแบบนี้มากเวลาไปประเทศไหนก็ชอบไปดูการแสดงที่เอกลักษณ์ของพื้นที่

P4160255.JPG
Dal Bhat ที่ร้านโครตอร่อย
2016_0416_203358_002.JPG
อาหารเรียกน้ำย่อยแบบ Nepali style มี Momo กับอะไรสักอย่างกับซอสรสเผ็ดๆ

Kathmandu มีสถานที่น่าสนใจอยู่หลายที่แต่พวกผมกลัวจะกลับไปสนามบินไม่ทันเลยคิดกันว่าจะไปที่ๆไม่ไกลมากซึ่งใกล้นั่นก็จะมี Hanuman-dhoka Durbar Square ในย่าน Old  Kathmandu ซึ่งเป็นมรดกโลก

จากโรงแรมในย่าน Thamel นั่นสามารถเดินไป Hanuman-dhoka ได้และระหว่างทางก็มีที่ให้แวะเที่ยวได้โดยใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงก็ถึง

ถนนใน Kathmandu บางช่วงไม่มีทางเท้าแล้วต้องเดินร่วมกับรถที่บีบเเตร่ตลอดเวลาแนะนำให้เดินระวังหน่อย ที่นี่ฝุ่นก็เยอะมากถ้ามีหน้ากากอนามัยมากันฝุนก็จะช่วยได้นะครับ

CAMERA
บังเอิญช่วงที่ไปนั้นเป็นช่วงที่เนปาลมีปัญหา fuel crisis กับอินเดียเลยเห็นคนต่อคิวยาวรอซื้อ LPG กันอยู่
2016_0417_113054_004.JPG
ที่เห็นคนเดินเยอะๆนี่ถนนนะครับ ในช่วงเช้ายังไม่มีรถเท่าไหร่แต่สายๆมานี่เอาเรื่องเลย
CAMERA
พื้นที่บางส่วนยังไม่ได้รับการซ่อมเเซมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งก่อนนะครับ บางที่จะติดป้ายเตือนแต่บางที่ก็ไม่มี ยังไงถ้ามาที่นี่ก็สังเกตและระวังการเข้าพื้นที่เสี่ยงหน่อยนะครับ

ระหว่างทางมีวัดฑิเบตอยู่และมีเจดีย์ที่ผมว่าสวยเลยแหละเลยแวะถ่ายรูปหน่อย ในวิหารวัดก็สวยแต่ไม่ได้ถ่ายมาเพราะเห็นเค้าสวดทำวัดเช้ากันอยู่เลยเกรงใจ การดูพระลามะทำวัดก็น่าสนใจดีนะครับมีการตีกลองตีฉิ่งให้เกิดเสียงดังระหว่างสวดด้วยเป็นประสบการณ์ใหม่เลย

CAMERA
เจดีย์ในบริเวณวัดพุทธ
2016_0417_113553_001.JPG
ระหว่างอาคารจะพบเห็นที่เคารพเทพเจ้าตามความเชื่อในศาสนาฮินดูได้ทั่วไป โดยหลักๆที่เห็นจะเป็นศิวะลึงค์ ตรีศูรและกลองเล็กๆที่เห็นคือสัญลักษณ์ของพระศิวะ

การเข้าไปใน Hanuman-dhoka สำหรับชาวต่างชาติจะต้องซื้อตั๋วเข้าไปซี่งในหนังสือผมบอกว่าราคา 750 Rs แต่เจ้าหน้าที่บอกนั้นราคา 1000 Rs ซึ่งตรงกับในตั๋วและป้ายที่ซื้อตั๋วก็เขียนราคานี้ ผมคิดว่าราคาอาจจะปรับไปมาควรเตรียมเงินมาเผื่อๆหน่อยนะครับ ที่นี่มีไกด์มาให้บริการด้วยถ้าสนใจก็ควรจะเลือกเจ้าที่มาถามแถวๆป้อมนั่นแหละครับดูเเล้วน่าไว้ใจได้ ซึ่งเค้าโชว์ใบอนุญาติให้ดูด้วยแต่ผมไม่ได้คิดจะจ้างไกด์เลยไม่ได้ถามราคา ซึ่งไกด์ที่นี่ก็ไม่ได้ hard sale อะไรแค่บอกไม่เอาเค้าก็เดินจากไปแล้วครับ

ที่นี่เป็นที่ๆได้รับผลกระทบมากจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2015 ซึ่งหลายส่วนยังไม่ได้รับการบูรณะแค่กั้นพื้นที่และมีภาพก่อนแผ่นดินไหวให้ดูเท่านั้น อาคารบางหลังนี่หายไปทั้งตึกเลย

ในพื้นที่ Hanuman-dhoka นั้นจะมีร้านค้าและวัดหรือเทวสถานอยู่เป็นระยะๆ ผมไม่แน่ใจเรื่องราคานะครับว่าถูกหรือแพงแต่ของที่ขายที่นี่ส่วนใหญ่เป็นหัตถกรรมครับ (ผมรู้สึกว่าอารมณ์คล้ายๆย่าน Sultan Nahmet ที่ Istanbul ครับที่มีวังเก่า ร้านค้า มัสยิดอยู่ในย่านเดียวกัน)

DSC_6097
Jagannath Temple วัดเก่าแก่ที่อยู่ในพื้นที่ Hanuman-dhoka สภาพถือว่าดีมากถ้าเทียบกับส่วนอื่นๆ รอบๆวัดมีอาหารนกขายเหมือนวัดที่เมืองไทยด้วย
CAMERA
Maju Dega Temple ที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรตที่สิบเจ็ดนี่คือหายไปเลยน่าเสียดายมาก
DSC_6109
เทวรูปเจ้าแม่กาลีซึ่งเป็นที่เคารพของคนที่นี่มากนิยมเป็นที่ๆราชการจะมาทำพิธีสาบานต่างๆ (ผมขอยอมรับเลยว่ารู้จักเจ้าแม่กาลีจากหนัง Indiana Jones ตอนเด็กๆครับซึ่งถ้าคนที่นี่ได้ดูคงโกธรน่าดู)

DSC_6108.JPG

เทวรูปหนุมานหน้าราชวัง Hanuman-dhoka ถูกล้อมด้วยนั่งร้านและคาน

ตั้งแต่ทางมาจนถึงสถานที่ต่างๆในพื้นที่ Hanuman-dhoka นั้นงงมากๆแผนที่ใน Lonely Planet เล่มนี้ทำได้ไม่ดีเลย ที่พีคสุดๆคือตอนที่ยืนดูแผนที่งงๆอยู่นั้นมีฝรั่งอย่างน้อยสามกลุ่มเดินมาจุดที่ผมยืนแล้วทำหน้างงๆมองซ้ายมองขวาแล้วถือหนังสือ Lonely Planet edition แบบเดียวกันเป๊ะมาดูแล้วบ่นๆกับเพื่อนในกลุ่ม (เป็นการยืนยันว่าที่ผมหลงนั้นไม่น่าเเปลกใจเท่าไหร่)

หลังเข้าประตูที่เทวรูปหนุมานมาจะมีรูปปั้นนรสิงห์ที่ข้างประตู  ทหารที่เฝ้าทางเข้าอยู่บอกสามารถถ่ายรูปได้ครับแต่ผมแนะนำให้ถามเค้าก่อนนะครับเพราะผมเห็นคนท้องถิ่นเดินมาทำความเคารพรูปปั้นนี้ด้วย ตัวราชวัง Hanuman-dhoka ซึ่งเป็นราชวังที่กษัตย์เนปาลเคยประทับนั้นสภาพถือว่าไม่ได้เสียหายอะไรเท่าไหร่ซึ่งผมว่าค่อนข้างสวยเลยทีเดียว ในปัจจุบันพื้นที่ด้านในบางส่วนนั้นถูกปรับให้เป็นสำนักงานราชการ

DSC_6099.JPG
เทวรูปนี้ทำตามตำนานนรสิงห์ปราบมารที่ได้รับพรว่าจะไม่ถูกเทพเจ้า มาร คนหรือสัตว์ฆ่าตาย ไม่มีอาวุธใดๆฟันเข้า ไม่ถูกฆ่าทั้งในที่แจ้งและใต้ชายคา และจะไม่ตายในเวลากลางวันหรือกลางคืน นรสิงห์ที่มีตัวเป็นคนหัวเป็นสิงไม่ใช่ทั้งคนและสัตว์ใช้มือฉีกร่างมารซึ่งไม่ใช่อาวุธที่ระหว่างประตูที่ไม่ใช่ทั้งในและนอกชายคาในเวลาพลบค่ำที่ระหว่างกลางวันและกลางคืน
DSC_6105-2.JPG
หลังเข้าประตูมาจะเป็นลักษณะลาน คิดเองว่าน่าป็นลานไว้ตรวจราชการของกษัตรย์สมัยนั้น
DSC_6103.JPG
ด้านในเขตราชวัง

Kathmandu ยังมีที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกหลายที่เช่น Buhda Niklkantha ที่เป็นเทวรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์แบบนอนหงายซึ่งผมอยากไปมากแต่ต้องใช้เวลาเพราะอยู่นอกเมือง และยังมีมรดกโลกอย่าง Bodhanath Stupa และอีกมากมาย ผมเชื่ออย่างสนิทใจเเล้วว่าประเทศนี่เป็นประเทศที่มีเสน่ห์ถ้ามาแล้วจะอยากมาอีก

See around, Nepal

CAMERA

Episode นี้และ series Annapurna Base Camp ก็จบลงที่นี่ ถ้ามีคำถามอะไรก็ comment ไว้ได้ผมจะคอยมาตอบเรื่อยๆครับ แล้วติดตามกันใหม่ใน series หน้าครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s