Previously on Once upon a time in Turkey…ผมเดินทางจาก Selcuk ไป Pamukkale โดยรถบัส หลังจากเยี่ยมชมโบราณสถาน Hierapolis และชมความงามของ cotton castle แล้วเราก็เดินทางต่อไปที่  Cappadocia โดยรถบัสรอบดึกซึ่งคาดว่าจะถึง Cappadocia ในตอนเช้า

EPISODE-IV : Icing on Mars

รถบัสจาก Pammukale ไป Cappadocia นั้นค่อยข้างสบายเลยที่เดียวและระหว่างทางก็มีพักตอนกลางคืนคล้ายๆรถบัสที่ไปต่างจังหวัดบ้านเราที่จะมีการจอดแวะกินข้าว (ซึ่งไม่รู้ว่าทำไมตอนกินกันตอนกลางคืนด้วย) ต่างกันตรงวิธีการปลุกที่ไม่ใช่การเปิดเพลงหมอลำสะนั่นรถแต่เป็นเเค่การจอดรถเฉยๆเเค่นั้นแหละครับ

จริงๆแล้ว Cappadocia นั้นไม่ได้เป็นชื่อเมืองแต่เป็นชื่อพื้นที่ฉะนั้นเวลาซื้อตั๋วหรือการบอกจุดหมายจะต้องบอกว่า Goreme ซึ่งเป็นจุดที่รถบัสไปจอดนะครับ โดยพื้นที่ Cappadocia นั้นนอกจากลักษณะภูมิประเทศที่ตระการตาแล้วในอดีตนั้นมีประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดาหมือนกัน ที่นี่ในอดีตถูกปกครองทั้งโดยโรมันและเปอร์เซียนอกจากนั้นยังเคยเป็นที่หลบภัยของชาวคริสเตียนในครั้งเมื่อการนับถือศาสนาคริสต์เป็นสิ่งผิดกฎหมายด้วย เรียกได้ว่า Cappadocia ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายก่อนจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในปัจจุบัน

จากข้อมูลที่ผมทราบมานั้นการท่องเที่ยวที่ Cappadocia เพิ่งจะได้รับความนิยมในช่วงปี 80 นี่เองและที่นี่มี one day trip ที่นิยมสอง route ด้วยกันคือ Red tour และ Green tour โดยแต่ละเส้นทางจะต่างกันตรงที่ Green tour เป็นเส้นทางรอบนอกในขณะที่ Red tour เป็นเส้นทางรอบๆเมือง

พอเช้าพนักงานก็มาสะกิดๆบอกว่าถึง Goreme แล้วเราก็เลยเดินลงมางงๆดีที่แผนที่ในหนังสือค่อนข้างละเอียดผมเลยเดินมาถึงโรงเเรมได้ไม่ยากเย็นนักซึ่งโรงเเรมที่จะพักคืนนี้ชื่อโรงเเรม Cappadocia Cave Land โรงแรมนี้เป็น boutique hotel เท่ๆด้วยสถาปัตยกรรมท้องถิ่น หลังจากที่กดกริ่งเรียกสักพักก็มีพี่สูงยาวเข่าดีมาต้อนรับเค้าชื่อ Memo แต่ผมกับเพื่อนเรียกเค้าว่า Prince Oberyn  (หน้าโครตเหมือนเลยขอบอก แถมเสื้อกันหนาวที่เค้าใส่ทุกวันดันเป็นสีเหลืองอีก)

Memo พาเราขึ้นไปคุยที่ห้องอาหารตรงชั้นด่านฟ้าและแนะนำให้เรารู้จักเจ้าของโรงเเรมที่เป็นญาติเค้าชื่อ Ibrahim ผมเรียกเค้าสั้นๆว่า Ibra (ซึ่งชีวิตเฮีย Ibra นี้เท่มากเพราะนอกจากจะเป็นเจ้าของโรงเเรมแล้วยังเป็น  balloon piot แถมหล่อด้วย พูดได้หลายภาษา รัสเซียก็พูดได้ image นี่คือ Bruce wayne ในเวอร์ชั่นตะวันออกกลางดีๆนี่เอง)   ถึงตอนนี้ทุกเราก็เริ่มหิวขึ้นมาแล้วเลยถาม Memo เรื่องอาหารเช้า เค้าบอกมาว่าตอนนี้สายเเล้วอาหารเช้าเหลือไม่เยอะถ้าพรุ่งนี้เช้าจะมาเยอะแต่เดี๋ยวเค้าจะทำให้เป็นจานๆ (ตอนนี้เริ่มประทับใจเเล้วก็แอบเกรงใจขึ้นมาหน่อยๆ)

หลังอาหารเช้าผมก็ถาม Ibra เรื่องเราก็จะซื้อ Red tour หรือ Green tour เค้ามีบริการมั้ย Ibraบอกว่าซื้อผ่านเค้าได้และบอกราคามาซึ่งผมจำไม่ได้แต่จำได้ว่าเป็นราคาที่กะไว้แต่ต้นแล้วไม่ได้แพงอะไร เค้าบอกว่าทัวร์จะมารับตอนเช้าจะมาส่งที่โรงเรมตอนเย็น ซึ่งน่าจะเป็นวันพรุ่งนี้ส่วนวันนี้ไม่น่าทัน

IMG_0882-2
แผนที่ Red tour และ Green tour ที่อุดมไปด้วยลายมือเฮีย Ibra

เฮียเค้าถามว่าเราจะไป Istanbul ต่อในคืนพรุ่งนี้ใช่มั้ยเค้าจะโทรจองเพื่อนให้เราไปถึงท่าจะได้ซื้อได้เลยไม่ต้องกลัวที่นั่งเต็มส่วนวันนี้แนะนำให้เที่ยวเองก่อนพรุ่งนี้ค่อยไปกับทัวร์ จากที่คุยกับเฮีย Ibra เค้าร่ายยาว Red tour จะประกอบไปด้วย Open air museum, Cavusin, Avanos,Pasaba, Urgup, Panorama ส่วน Green tour ก็จะเป็น….ลืมครับ เอาเป็นว่าหลักๆคือไป Derinkuyu, Selime, Ihlara Valley และปิดท้ายด้วย Uchisar

เนื่องจากวันเเรกเราไม่ได้ไปกะทัวร์เลยว่าจะเหมา taxi ซึ่งเป็นรถคันใหญ่นั่งหกคนไม่รวมคนขับได้สบายซึ่ง taxi ที่เราวาน Ibraโทรให้จะมารับที่โรงแรมประมาณสิบโมงซึ่งก่อนหน้านั้นเราเลยคิดว่าจะไปเที่ยวที่ Goreme open air museum กันก่อน เฮีย Ibra กับ Memo เลยขับรถไปส่ง ผมนั่งมากับ Memo ซึ่งเค้าเปิดเพลงอาหรับประกอบกับการลัดเลาะตามซอกซอยบอกเลยผมอินสุดๆได้อารมณ์เดียวกับหนังอย่าง Argo หรือพวก Spy gameเลยครับ

Goreme open air museum ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของที่นี่อีกที่หนึ่งเลยก็ว่าได้ซึ่งถึงแม้ชื่อจะเป็น museum แต่จริงเเล้วที่นี่เป็นเหมือนศูนย์รวมโบสถ์ของชาวคริสเตียนครับ ซึ่งเราจะได้เห็นการใช้ชีวิตโดยใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศและที่นี่ยังคงลงเหลืองานศิลปะ fresco ไว้ค่อนข้างสมบูรณ์

DSC_5027.JPG
บรรยากาศแถวทางเข้า Open air museum
DSC_5029
สิ่งปลูกสร้างที่นี่ใช้ประโยชน์จากหินพวกนี้ครับโดยเจาะข้างเป็นลักษณะเหมือนถ้ำใช้ในการอยู่อาศัย งาน fresco ในโบสถ์ที่นี่ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปนะครับ ส่วนหนึ่งคงเพราะต้องการรักษาสภาพเพราะแสงจะทำลายให้ภาพซีดลงครับ

จริงๆที่ Goreme open air museum มีสิ่งที่น่าสนใจและมีรายละเอียดเยอะมากแต่ด้วยที่ใกล้เวลานัดแถมยังต้องเดินกลับโรงแรมอีกเลยอยู่ที่นี่ได้ไม่นานเท่าที่ควร ถ้าใครมีโอกาสมาที่นี่ก็น่าจะเผื่อเวลาอย่างน้อยๆสักครึ่งวันเเละผมบอกเลยว่า fresco ที่นี่ไม่ธรรมดา

ระหว่างทางเดินกลับโรงแรมก็จะเห็นวิวที่เป็น signature ของที่นี่ซึ่งผมเรียกว่าวิวดาวอังคารประกอบกับการที่เป็นหน้าหนาวเลยหมายมีน้ำตาล icing โรยพื้นผิวดาวอังคารซึ่งแปลกตาและสวยไปกันใหญ่

DSC_5051
วิวระหว่างทางกลับจาก Open air museum ไปที่โรงแรม

พอถึงโรงแรมก็มี taxi หน้าตาเหมือนอเล็กซิส ซานเชสมารอรับ (ผมกับเพื่อนคุยกันว่าคนขับที่นี่ไม่ว่าจะเป็นรถบัสหรือ taxi  ทำมั้ยหน้าตามันเหมือนอเล็กซิสกันหมดเลยก็ไม่รู้) ที่แรกที่เราจะไปคือ Cavusin ซึ่งเป็นโบสถ์โบราณตั้งอยู่โดดๆตรงชานเมือง ที่นี่มีค่าเข้าประมาณ 8 Lira (ถ้าจำไม่ผิดนะ) สำหรับผมที่นี่จะ skip ก็ได้ถ้าไม่มีเวลาเพราะถ้าเทียบกับ Open air museum แล้วที่นั่นน่าสนใจกว่าครับแต่ถ้ามีเวลาก็เก็บให้ครบก็ไม่เสียหายอะไรถือว่าช่วยอนุรักษ์มรดกโลกทางอ้อม

DSC_5071
หน้าทางเขุ้า Cavusin

จาก Cavusin พี่ taxi พาเราไปตาม Red tour ซึ่งเป็นศูนย์เครื่องปั้นดินเผา (ซึ่งที่จริงถ้าผมอ่าน description ก่อนก็คงบอกให้ skip แหละครับ) คืออารมณ์คงเหมือนทัวร์จีนที่เค้าพาเข้าร้านค้ารัฐบาลประมาณนั้นแหละครับแต่ไม่ต้องห่วงครับเค้าก็ไม่ได้ hard sale อะไรไม่ซื้อก็บอกเค้าดีๆครับ

จากนั้นเราก็ไปต่อที่ Avanos แม่น้ำสำคัญของที่นี่คือถามว่าสวยมั้ยก็สวยครับเเต่ก็ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจอะไรแต่อีกจุดประสงค์หนึ่งของการมาที่นี่คือหาข้าวกินครับ ซึ่งจุดนี้เป็นตัวเมืองอาหารอะไรก็เลยมีให้เลือกเยอะ ก็ถือว่ามาดูวิวสวยๆกินข้าวอร่อยๆก็ไม่เลวครับ

DSC_5077
ข้าวเที่ยงกับวิวแม่น้ำ Avanos

มาถึงที่ๆเฮีย Ibra เค้าบอกว่าชอบที่นี่มากคือ Pasaba ซึ่งมันคือหินรูปเห็ดซึ่งเป็นจุดที่เป็นอีกหนึ่ง signature ของที่นี่เลย พอไปถึงนี่ผมเห็นรถทัวร์จอดอยู่เพียบและเต็มไปด้วยธงชาติจีนและเกาหลีจากหัวหน้าทัวร์ (ทัวร์จีนนี่ผมไปที่ไหนก็เจอ สงสัยฐานทัพกวนตานาโมก็น่าจะมีทัวร์จีนไปลงมั่ง) ซึ่งที่ Pasaba นี่สวยตามคำล่ำลือสมราคาคุยเฮีย Ibra ครับ

DSC_5082
Pasaba ซึ่งบางทีผมก็เห็นเขียนว่า Pasabagi อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าเขียนยังไงถึงถูกต้องแต่ที่แน่ๆวิวสวยมากครับ

ต่อจาก Pasaba เราก็เดินทางกันต่อเพื่อไปดูวิว 360 องศาที่จุดที่ชื่อว่า Goreme Panorama ระหว่างทางเราจะเเวะดูจุดที่น่าสนใจเล็กๆน้อยๆซึ่งจุดเเรกนั้นคือหินรูปอูฐซึ่งพอไปดูนี่ก็ไม่แปลกที่จะจินตนาการได้แบบนั้นครับ

DSC_5108
ดูเป็นอูฐค่อนข้างชัดเจนไม่ต้องการจิตนาการมากก็พอมองออกครับ
DSC_5110
วิวระหว่างทางนี่ก็สวยเหมือนกันครับ

ที่ต่อไปเราจะไปต่อที่ๆต้องใช้จิตนาการสูงมากนั่นคือ Urgup จริงแล้ว Urgup นั้นเป็นเมืองที่สำคัญด้านสถาปัตยกรรมและเป็นแหล่งผลิตไวน์คุณภาพแต่ที่เราจะไปคือหินครอบครัวหรือหินแม่ลูกหรือหินหมีสุดแล้วแต่ใครจะเรียกแต่ที่เรียกกันเยอะคือ Fairy chimney สำหรับผมๆดูเป็นเห็ดครับจิตนาการสำคัญกว่าความรู้แต่ผมคงมีแค่นี้แหละครับ

DSC_5121
Fairy chimney ผมดูไม่ออกจริงๆครับ

และแล้วก็มาถึงพระเอกของวันนี้ครับนั้นคือ Goreme Panorama ซึ่งบอกเลยว่าสวยสุดๆครับ คือวิวมองกว้างเห็นลักษณะภูมิประเทศสีส้มๆสวยสุดลูกหูลูกตาแบบนี้ยังกะเป็น Luke Skywalker ตอนอยู่บนดาว Tatooine

DSC_5150
Gereme panorama view สวยงามสมราคาพระเอกของวันปิดท้ายวันนี้จริงๆครับ

สำหรับ Red tour ฉบับ custom ก็จบลงพร้อมกับ episode นี้ ถ้ามีคำถามอะไรก็ comment ไว้ได้นะครับ episode หน้าจะมาต่อ Green tour ที่ Cappadocia ครับ

DSC_5174

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s