Previously on Once upon a time in Turkey…ที่ Cappadocia เราเหมาtaxi เพื่อเที่ยวรอบเมือง Goreme ในขณะเดียวกันก็ซื้อ Green tour ไว้สำหรับวันต่อมาโดยจะมี guide มารับที่โรงแรมในวันรุ่งขึ้น วันเเรกที่ Cappadocia นั้นเราเดินทางตาม Red tour และที่ตบท้าย custom tour นี้ด้วย Goreme panorama

EPISODE-V : Beware my power, Green lantern light 

Goreme Panorama ซึ่งสำหรับผมอาจเรียกได้ว่า Tatooine Panorama เลยก็ว่าได้ หลังชมอาทิตย์ตกเเล้วเราก็เดินทางกลับโรงแรมซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรเลยครับน่าจะประมาณชั่วโมงกว่าๆถึงจะกลับถึงตัวเมือง ที่โรงแรมเราถาม Memo เรื่องอาหารเย็นเพราะว่ากันตามตรงผมไม่มีไอเดียเลยเรื่องร้านอาหารเลยแล้วผมก็ไม่ใช่สายนักชิมด้วย (ถึงแม้ผมจะชอบเรื่องกินก็ตาม)

Memo แนะนำร้านเพื่อนเค้าชื่อ Organic Cave Kitchen ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเดินไปแปปเดียวก็ถึงแถมถ้าบอกชื่อเค้าก็อาจมีส่วนลดด้วยนะ ซึ่งเเน่นอนเจ้าชายโอเบรินเเนะนำขนาดนี้มีหรือที่ชาวเอเชียใสซื่ออย่างเราจะไม่เชื่อฟัง (Unbowed, Unbent, Unbroken!!)  สิ่งที่ชอบอีกอย่างเวลาไปเที่ยวคือการลองชิมอาหารท้องถิ่นครับถึงแม้บางครั้งมันอาจไม่ค่อยจะถูกปากเราเท่าไหร่นักแต่มันก็เป็นประตูสู่การเรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ได้ดีเลยละครับและซึ่งที่ผมตั้งใจจะมาลองชิมที่ Cappadocia นี้คือ Testi Kebab หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า Pottery Kebab ที่โดยปกติจะเสริฟมาในหม้อดินเผาครับ

เดินจากโรงเเรมไม่กี่นาทีก็ถึงร้านเเล้วครับซึ่งภายในตกแต่งได้ไม่เลวดูมีเอกลักษณ์ดีครับซึ่งแน่นอนผมไม่รอช้าที่จะลอง Testi Kebab  ในหม้อดินเล็กๆที่เสริฟมานั้นเหมือนเคลือบด้วยดินบางๆอีกชั้นก่อนเผาไฟหรืออบก็ไม่แน้ใจนัก (จริงๆก็ไม่แน่ใจครับว่าที่เคลือบทับเป็นดินหรือเกลือเหมือนที่ญี่ปุ่นเคลือบเกลือที่ตัวปลาเเล้วเอาไปเผา) ก่อนทานต้องเคาะเปิดฝาซึ่งพี่คนที่มาเสริฟถามว่าอยากลองเปิดเองมั้ย ผมกลัวทำแตกแล้วจะอดกินเลยขอให้เค้าเปิดให้ดีกว่า ตัวแกงดูๆไปก็คล้ายๆแกะตุ๋นมากกว่าที่จะเป็นแกงข้นๆครับ อย่างที่บอกไปตอนต้นครับผมไม่ใช่สายนักชิมอะไรจะให้อธิบายก็คงทำไม่ได้เเค่บอกได้ว่ามันก็อร่อยดีสำหรับผมครับ สำหรับอาหารจานอื่นจากการปล้นสะดมของผมก็บอกได้ว่าอร่อยดีครับ (แต่สำหรับข้าวนั้นถ้าชินกับข้าวหอมมะลิไทยก็อาจจะรู้สึกดล็อปลงสักหน่อยครับ)

IMG_0496
Testi Kebab (เสียดายที่ไม่มีรูปตอนเปิดฝา ลืมสนิทเลยครับ)

อาหารเย็นมื้อนี้ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาถึงแม้ว่า discount ของเจ้าชายโอเบรินจะ disappear ไปแล้วก็ตามแต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะไม่ได้มาเพราะเค้าบอกว่าจะลดให้ตั้งแต่แรกเเล้วด้วยแถมราคาก็โอเคเเล้ว หลังอาหารเย็นเราก็เดินเล่นในเมืองนิดหน่อยก่อนกลับโรงแรมเพื่อเตรียมตัวสำหรับ Green tour ในวันพรุ่งนี้

หลังอาหารเช้าอันเเสนอร่อยจากฝีมือเจ้าชายโอเบรินและเฮียอิบราไกด์สำหรับ Green tour ก็มารับที่โรงแรม ผมขอยอมรับเลยว่าผมจำชื่อเค้าไม่ได้เเล้วครับแต่เราเรียกเค้าว่าพี่เจคเพราะหน้าตานี่มัน Jake Gyllenhaal  ชัดๆ (ผมว่า Turkey นี้อาจเป็นสววรค์สำหรับสาวๆเลยก็ว่าได้นะครับเพราะหน้าตาหนุ่มๆโดยเฉลี่ยนี้ถือว่าไม่ธรรมดา)

เฮียเจคพาเราขึ้นรถตู้ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวชาวตุรกีร่วมเดินทางกับเรากลุ่มหนึ่ง จุดเเรกที่เราจะไปวันนี้คือ Goreme panorama แต่จะเป็นคนละจุดกับที่ผมไปมาเมื่อวานซึ่งบอกได้เลยว่าสถานที่เดียวกันแต่ต่างเวลานี่ความรู้สึกก็ต่างกันเลยครับ

DSC_5215
จาก Tatooine เมื่อวานวันนี้ได้อารมณ์ถ้ำลับ Aladdin ยังไงไม่รู้

เฮียเจคอธิบายว่าสาเหตุที่พื้นที่แถบนี้มีลักษณะภูมิประเทศแบบนี้เนื่องจากผลกระทบหลังกันระเบิดของภูเขาไฟซึ่งมีสามลูกเรียงกับเป็นรูปสามเหลี่ยมรอบพื้นที่ Cappadocia นี้จากนั้นเฮียก็อธิบายความรู้ด้านธรณีวิทยามากมาย (ซึ่งผมลืมหมดเเล้ว ขอโทษครับเฮียเจค)

จากจุดนี้เราก็เดินทางกันต่อไปจุดหมายต่อไปซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์นั่นคือ Derinkuyu ซึ่งเป็นเมืองใต้ดินผมขอย้ำว่าเมืองครับไม่ใช่เเค่หลุมหลบภัยเพราะนอกจากสามารถรองรับคนได้ถึงหมื่นคนแล้วภายในเมืองใต้ดินนี้มี่ทั้งโบสถ์ ที่เลี้ยงสัตว์ ที่เก็บอาวุธ ช่องส่งอาหาร ช่องส่งสัญญาณเตือนรวมถึงช่องทางหนีต่างๆที่ออกแบบอย่างแยบยล

ระหว่างทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งของ Green tour นั้นค่อนข้างไกลกินเวลาเป็นชั่วโมงๆเฮียเจคเลยมีเวลาอธิบายประวัติศาสตร์ที่ Cappadocia ได้อย่างละเอียดซึ่งผมประทับใจมากโดยเฉพาะที่เค้าบอกว่าเค้าไม่อยากจะแค่พาไปแล้วบอกว่าที่นี่ชื่ออะไรแต่อย่างจะอธิบายเรื่องราวให้เราฟังอย่างละเอียดเพราะเมื่อเราไปเล่าต่อก็จะได้นำเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศเค้าไปเผยแพร่ด้วย แถมใจดีบอกว่าถ้าสงสัยตรงไหนถามได้เลยเค้ายินดีอธิบายให้

พอถึงที่หมายเฮียเจคก็เดินไปซื้อตั๋วมาแจกให้คณะทัวร์แล้วพาเดินลงไป Underground city ซึ่งระหว่างทางเฮียเค้าต้องคอยอธิบายเป็นภาษาอังกฤษสลับกับภาษท้องถิ่นซึ่งผมว่าเค้าโปรใช้ได้เลย อย่างที่บอกครับที่นี่มีพื้นที่แบ่งเป็นโซนๆ ทั้งที่ผมเรียกว่าโซนศูนย์อาหารเพราะมีทั้งที่เลี้ยงสัตว์และที่ทำไวน์ซึ่งเฮียเจคบอกว่าการที่เมืองใต้ดินนี้ต้องการไวน์นั้นไม่ได้เพื่อเมาแต่มีเพื่อช่วยบรรเทาอากาศหนาวครับ

ทางบางช่วงจะค่อยๆเเคบลงซึ่งตอนแรกผมคิดว่าเพราะข้อจำกัดด้านวิศวกรมและเครื่องมือในสมัยนั้นแต่ผิดถนัดเลยครับแท้จริงเเล้วมันถูกออกแบบเพื่อบังคับให้ทหารต้องเข้ามาทีละคนและต้องถอดชุดเกราะและจะมีช่องลับสำหรับให้คนที่นี่หลบเพื่อแทงหอกมาจากด้านหลัง สุดยอดการออกแแบเลยผมนี่ทึ่งมาก

ด้านการระบายอากาศนั้นทำมาได้เพียงพอจนถึงด้านล่างโดยออกเเบบเป็นเครือข่ายที่ไม่ได้เชื่อมกันทั้งหมดเพื่อป้องกันการลอบเข้ามาของศัตรูและแอบวางยาในบ่อน้ำ นอกจากนั้นยังมีช่องเพื่อให้คนชั้นบนตะโกนบอกชั้นล่างหากมีศัตรูเข้ามาได้อีกด้วย

ชั้นสุดท้ายจะเป็นลักษณะห้องขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่สุดท้ายซึ่งคนที่มาถึงที่นี่ทำได้เเค่สวดมนต์ทำให้ในชั้นสุดท้ายนี้จึงมีลักษณะเป็นโบสถ์เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจสำหรับผู้ที่รอดมาจนถึงที่นี่

จริงๆที่นี้มีการออกแบบเพื่อรับรองการหลบภัยที่ผมไม่ได้พูดถึงอีกเยอะ ถ้าใครมีโอกาสมาที่ Cappadocia ผมแนะนำที่นี่ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายเลยครับไม่ผิดหวังเเน่นอน

DSC_5217.JPG
ด้านใน Underground city ค่อนข้างมืดถือมีไฟฉายติดไปด้วยก็จะดีมากครับ

หลังจากกลายร่างเป็น Ant-man สำรวจเมืองใต้ดินกันเเล้วก็ถึงเวลาไปจุดต่อไปนั้นคือ Selime ซึ่งก็เป็นกลุ่มโบสถ์ (จริงเค้าใช้คำว่า monastery ครับซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าแปลเป็นไทยว่ายังไงดี) ถ้าใครไปพม่าแล้วคิดว่ามีวัดเยอะจังความคิดนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเห็นจำนวนโบสถ์ของชาวคริสเตียนที่นี่ครับ สำหรับลักษณะโบสถ์ที่นี่จะเหมือนกันต่างกันนิดหน่อยในรายละเอียดปลีกย่อยครับ สำหรับความสำคัญของที่นี่ผมรู้แค่ว่าคือสิ่งปลูกสร้างทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดใน Cappadocia ครับ

DSC_5234
Selime นั้นถูกสร้างขึ้นเป็นชั้นๆขึ้นตามเนินจึงสามารถมองเห็นภูมิประเทศโดยรอบจากมุมสูงได้
DSC_5225
Selime จากมุมมองด้านล่าง
DSC_5244
ในบางวิหารถูกสร้างเป็นหลายชั้น ผมไม่เเน่ใจว่าที่เป็นช่องๆนั้นเป็นที่นอนหรือเปล่า

เราใช้เวลาที่ Selime ไม่นานนักเพราะถึงเวลาสำหรับข้าวกลางวันครับซึ่งข้าวกลางวันที่จัดให้นั้นก็อร่อยดีทีเดียว (ตลอดทริปนี้มีความโชคดีเรื่องอาหารการกินมากเพราะเป็นทริปเเรกในชีวิตที่อาหารอร่อยตลอดทริปเลย) หลังเติมคาร์โบไฮเดรตเข้ากระเเสเลือดเราก็ไปยังจุดต่อไปนั้นคือ Ihlara Valley ที่ในโฆษณาการท่องเที่ยวนั้นบอกว่ามีความงดงามทางธรรมชาติสามารถเดินลัดจากหน้าผาด้วยบันได 360 ขั้นและลัดเลาะตามลำธารที่สวยงามพร้อมทั้มีโบสถ์สมัยโบราณให้เรียนรู้ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นมันคือการเดินชิวๆดูลำธารมากกว่าครับ เพราะข้อจำกัดด้านเวลาเส้นทางที่บริษัททัวร์ต่างไนพื้นที่เลือกพามาเดินจึงเป็นแค่การเดินช่วงสั้นๆ (ถามพี่เจคมา) ถ้ามีเวลามาที่นี่แต่เช้าจนถึงเย็นอาจเห็นอะไรมากกว่านี้ครับแต่โดยรวมแล้วที่นี่ก็ไม่เลวครับ

DSC_5272
Fresco ของโบสถ์ที่นี่ค่อนข้างสมบูรณ์ครับและสามารถถ่ายรูปได้แต่ทางที่ดีงด flash นะคับ
DSC_5306
เดินลงมาข้างล่างผาวิวก็สวยใช้ได้เลย
DSC_5330
มีลำธารเล็กๆเพิ่มความสวยงามแต่ผมดูแผนที่เหมือนกับจริงๆเเล้วเป็นเเม่น้ำที่ชื่อ Melendiz ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเป็นช่วงน้ำลดหรือผมดูผิดก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ
DSC_5339.JPG
สำหรับผมบางวิวช่วงนี่ได้อารมณ์นิทานหนูน้อยหมวกแดงยังไงก็ไม่รู้

หลัง hiking tour (เป็นชื่อทางการของการเข้าชมที่นี่โดยกินเวลาแค่ประมาณชั่วโมงกว่าๆไม่เกินสองชั่วโมง) เราก็จะเดินทางไปชมงานหัตถกรรมหินอ่อนซึ่งขอบอกว่าเดินทางเป็นชั่วโมงๆเลยครับ ที่ๆเหมือนเป็นศูนย์หัตถกรรมหินอ่อนท้องถินแล้วก็มีของจำหน่ายเหมือนร้านเครื่องดินเผาที่ Red tour เมื่อวานครับ ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษก็เลยดูอย่างเดียวไม่ได้ซื้ออะไร

จุดสุดท้ายของ Green tour นี้คือ Uchisar โดยที่นี้รู้จักกันในอีกชื่อว่า Pigeon valley ซึ่ง landmark ที่สำคัญอีกแห่งของ Cappadocia ซึ่งที่มาของชื่อ Pigeon valley และความสำคัญของที่นี่เฮียเจคเล่าให้ฟังแล้วแหละครับแต่ลืม…(ขอโทษครับเฮียเจค) ซึ่งกว่าจะไปถึงพระอาทิตย์ก็เริ่มเก็บของรอกลับบ้านไปหาเมียเเล้วครับ เราเลยอยู่ชื่นชอบที่นี่ได้ไม่นานก็ต้องรีบกลับ (และที่สำคัญคืนนี้ต้องขึ้นรถเพื่อไปที่ Istanbul ด้วย)

DSC_5354
Pigeon valley ในยามอาทิตย์อัศดง

เฮียเจคพาเราเหล่า Green lantern มาส่งโรงแรมซึ่งเราฝากของไว้เป็นการปิดท้าย Green tour อย่างสมบูรณ์ ระหว่างเราคณะเราอาบน้ำจัดการธุระก่อนเดินทาง Memo คงว่างไม่รู้ทำไรเลยมาชวนเรางัดข้อ ซึ่งเห็นหุ่นเล็กๆแบบนั้นผมก็นึกว่าน่าจะไม่ต้องออกแรงมากแต่ที่ไหนได้ผมและเพื่อนพ่ายแพ้ย่อยยับไปเลย หลังความพ่ายแพ้ของชาวเอเชียผู้น่าสงสัยเราก็ขอเเลกเงินกับเฮียอิบราซึ่งเค้าเปิดเรทในอินเตอร์เน็ตแล้วใช้เรทนั้นเลยแถมปัดลงด้วยได้ใจผมไปเลยครับ ก่อนกลับเค้าบอกว่าโรงเเรมเค้าเป็นโรงแรมเล็กๆเค้าทำดีที่สุดที่จะต้อนรับเราเเล้วถ้าบกพร่องอะไรก็ขอโทษด้วย (เฮียหล่อมากครับวินาทีนี้) หลังล่ำลากันคุณเจ้าชายโอเบรินก็มาส่งเราที่ท่ารถ

ผมบอกเลยว่าผมประทับใจพี่น้องคู่นี้มากรวมถึงคนขับแท็กซี่อเล็กซิส ซานเชสและพี่เจค เจค กัลเลินฮาล ซึ่ง Cappadocia นี้จะเป็นประสบการณ์ที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย

IMG_0588.JPG

สำหรับการเดินทางใน Cappadocia ก็จบลงพร้อมกับ episode นี้ ถ้ามีคำถามอะไรก็ comment ไว้ได้นะครับ episode หน้าจะไปต่อกันที่กรุงคอนสแตนติโนเบิล อดีตศูยน์กลางอาณาจักรออสโตมัน Istanbul กันครับ

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s