Previously on Once upon a time in Turkey…หลัง Red tour ฉบับ custom ในวันแรกที่ Cappadocia เราต่อกันด้วย Green tourในวันถัดไปกับพี่เจคทัวร์ที่เฮียอิบราแนะนำ หลังดื่มด่ำทั้งประวัติศาสตร์และความสวยงามของภูมิประเทศก็ถึงเวลาโบกมือบ๊ายบาย Cappadocia แล้วมุ่งหน้าสู่อดีตศุนย์กลางความยิ่งใหญ่ของมหาอาณาจักรออสโตมัน, แหล่งอารยธรรมและความมั่งคั่งของพระเจ้าคอนสแตนติน, Istanbul…

EPISODE-VI : Walking with Assassin Creed

Istanbul เป็นเหมือนประตูที่เชื่อมตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน ในด้านการค้า Istanbul เคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมจากฉางอัน (ซีอาน 西安 ในปัจจุบัน) ที่พาดผ่านวัฒนธรรมอันหลากหลายจากทั้งพ่อค้าชาวจีน นักเเสวงบุญชาวอาหรับ นักรบชาวเปอร์เซีย ชนเผ่าร่อนเร่ในทะเลทราย ด้านศาสนา Istanbul เคยเป็นศูนย์กลางของสองศาสนาที่สำคัญของโลกคือคริสต์และอิสลามผ่านการปกครองโดยพระเจ้าคอนสแตนติน (Constantine the Great) และสุลต่านเมห์เม็ท (Sultan Mehmet) ตามลำดับ

จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมืองนี้จะน่าสนใจเเค่ไหน สำหรับผมและเพื่อนแล้วเมืองนี้มีอีกความสำคัญหนึ่งคือเป็นฉากหลังในเกม Assassin Creed แล้วพวกผมก็ดันเป็นติ่งเกมนี้ด้วย (ซึ่งก็จะหลุดคำว่า Assassin Creed วันละ 53 รอบทุกครั้งที่เห็นฉากในเกม)

จาก Goreme รถบัสก็พาเรามาที่สถานีสักแห่งซึ่งถ้าจำไม่ผิดจะชื่อสถานี Otogar และเท่าที่รู้มาคือจะมี shuttle bus ไปส่งในเมืองฟรีแต่มันไม่ง่ายขนาดนั้นครับ ท่ารถหมอชิตว่างงแล้วเจออันนี้ไปผมยอมเลยในขณะที่ยืนงงๆอยู่นั้นก็มีคนเอเชียที่นั่งมากับเราตั้งแต่ Goreme กำลังถามนู่นนี่กับเจ้าหน้าที่อยู่ผมไม่รู้ว่าชาติไหนแต่ที่แน่ๆมันมาคนเดียวต้องพูดอังกฤษได้ชัวร์ ไม่รอช้าผมเข้าไปตีซี้ทันทีได้ความว่าเค้าก็หารถฟรีอยู่แต่เหมือนต้องรอนานหน่อย (ลืมบอกไปเฮียเค้าเป็นคนจีนครับ) เนื่องด้วยเวลาผมไม่รอแน่เลยนั่งรถบัสเข้าเมืองซึ่งไม่กี่บาทเทียบกับเสียเวลาเป็นชั่วโมง

พอเข้าเมืองได้เราก็ทำการซื้อบัตรสำหรับการเดินทางในเมืองซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น tram และอย่างที่บอกไปตั้งแต่แรกว่าบัตรสามารถส่งบัตรให้เพื่อนใช้ต่อได้ไม่ต้องซื้อบัตรตามจำนวนคนและเราจะซื้อตั๋วและเติมเงินได้ผ่านเครื่องอัตโนมัติที่จะรับแค่แบงค์ 10 ครับ

DSC_5666
มุ่งหน้าสู่สถานี Sultanahmet

อย่างแรกเราที่ทำเมื่อมาถึงในเมืองคือการแบกขนสัมภาระอันหนักหน่วงผ่านอากาศอันหนาวเหน็บในย่าน Sultanahmet ที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวม landmark สำคัญของ Istanbul อย่าง Aya Sofya และ Blue mosque เราวางแผนว่าจะฝากของที่โรงแรมก่อนเพราะจะให้ขนไปมาคงไม่ไหวซึ่งโรงแรมที่เราจะพักที่ Istanbul ปิดท้ายทริปนี้ชื่อ Aristocrat hotel ซึ่งอยู่ในย่าน Sultanahmet นี้เอง ตัวโรงแรมก็เป็น  boutique hotel ที่ค่อนข้างสะดวกและครบครัน ราคาถือว่าถูกมากถ้าเทียบกับ location คนที่มาต้อนรับเราเป็นลุงอ้วนท่าทางใจดี (เราตั้งฉายาทันทีว่าลุงมาริโอ้) หลังฝากของกับลุงมาริโอ้เสร็จก็พร้อมเดินทาง

ซึ่งที่แรกที่เราจะไปในวันนี้คือราชวัง Dolmabahce ที่เคยเป็นที่ประทับของสุลต่านในฝั่ง Bosphorus เพราะเรากะจะเก็บที่ไกลก่อนโดยการเดินทางจาก  Sultanahmet นั้นถึงแม้จะไกลแต่ก็ไม่ยากเพราะเราสามารถนั่ง tram ไปลงสถานี Kabatas แล้วเดินต่อนิดหน่อยก็ถึงแล้วครับ Dolmabahce Palace นั้นมีเวลาเปิดปิดที่เปลี่ยนตามเดือนทางที่ดีเเนะนำให้เช็คก่อนเดินทางด้วยครับจะได้ไม่พลาด

dsc_5414
แค่ทางเข้าราชวังก็รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่แล้ว
dsc_5410
The Imperial Gate หนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญของ Dolmabahce Palace

Dolmabahce Palace นั้นได้รับออกแบบสไตล์ตะวันตกซึ่งต่างกับราชวัง Topkapi ซึ่งเป็นราชวังเก่าตั้งแต่ยุคปกครองของสุลต่านเมห์เม็ทโดยที่ Dolmabahce Palace นี้จะมาส่วนจัดแสดงต่างๆให้เข้าชมพร้อมทั้งผู้บรรยาย (มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่นต้องดูรอบดีๆนะครับ สังเกตุคือรอบภาษาอังกฤษหน้าตาจะส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง)

จุดแสดงที่สำคัญใน Dolmabahce Palace คือ ท้องพระโรง (Selamlik) ซึ่งไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ความสวยงามภายในบอกได้เลยว่า Versailles กลายเป็นน้องเลย แถมด้วยความรู้สึกยิ่งใหญ่เทียบเท่า Kremlin

นอกจากนี้ยังมีส่วนอื่นที่น่าสนใจอย่าง Harem, Clock museum, และ National painting museum ซึ่งอันหลังนี้ผมโครตแนะนำเลยครับ แต่อาจต้องใช้้ความรู้ทางศิลปะนิดหนึ่ง ผมแนะนำให้สามรูปที่ควรดูละกันครับ อันแรกชื่อ The Imperial Regiment of the Ertugrul on the Galata Bridge ของ Fausto Zonaro (ดูที่ขาม้าเเล้วเลื่อนสายตาซ้ายขวาดูนะ) รูปที่สองคือภาพเรือที่ผมจำชื่อไม่ได้ของ Ivan Aivazovsky และสุดท้ายผมไม่รู้จักทั้งชื่อภาพและผู้วาดแต่เดินไปถามภัณฑารักษ์ว่าหาภาพโมนาลิซ่าแห่งตุรกีเถอะรับรองไม่ผิดหวัง

ส่วนแสดงใน Dolmabahce Palace รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวในราชวังส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปนะครับ แม้จะมีคนแอบถ่ายอยู่บ้างแต่ก็อย่าเลยดีกว่าครับเป็นการเคารพสถานที่ด้วย พูดถึงเรื่องนี้พอดีเพื่อนผมซื้อหนังสือจากไทยไปแล้วเนื้อหาของราชวังมีรูปประกอบพร้อมคำบรรยายอย่างภูมิใจว่าแอบถ่ายมาได้ ผมบอกได้เลยว่ากากมากแล้วยังมีหน้ามาโชว์เค้าอีก (เด็กดีก็อย่าเลียนแบบนะครับ)

DSC_5373.JPG
ด้านหน้าท้องพระโรง
dsc_5401
ส่วน Harem นั้นอาคารเป็นสีชมพูดูสบายตา
dsc_5376
ด้านหน้า National Painting Museum นั่นก็ไม่ธรรมดาเลย
dsc_5377
มองเห็นฝั่ง Sultanehmet จากในวัง (ฟ้าครึ้มยังกะหนังสายลับ)

จาก ราชวังเราก็ออกมาเที่ยวอีกจุดหนึ่งไม่ไกลกันมากนั่นคือหอคอย Galata ซึ่งเอาจริงๆคือนอกจากเป็นจุดสูงที่สุดของ Istanbul และเป็นฐานลับของ assassin ในเกม Assassin Creed แล้วผมไม่รู้เรื่องราวของ Galata tower นี้เลยแต่มันก็สวยดีและดีพอที่จะไปเยี่ยมชม

dsc_5669
Galata tower สวยเด่นเป็นสง่า สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ Karakoy ครับ เดินไม่ไกลก็ถึงซึ่งระหว่างทางมีขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะมากเหมือนบ้านหม้อแต่พอใกล้ก็จะเป็นขายของที่ระลึกกับร้านอาหาร ส่วนตัวผมคิดว่ามุมไกลตัวหอคอยดูสวยกว่าใกล้ๆนะครับ (ถ้าเข้าข้างในหอคอยต้องเสียเงินครับ แต่ผมไม่ได้เข้า)

อาหารเย็นก็หาอะไรกินแถวนั้นละครับเพราะก็ต้องยอมรับว่าค่อยข้างเหนื่อยมากละ กลับโรงแรมก็สลบซิครับ (มีเรื่องประทับใจบางอย่างเกิดขึ้น คือเนื่องจากตอนจองโรงแรมไม่มีห้องสามคน เราเลยจองห้องสองคนไว้สามห้องสำหรับเราทั้งหกคน ตอนเช้าเราถามว่ามีห้องสามคนมั้ยจะได้ย้ายมาห้องสามคนแล้วเหลือแค่สองห้อง ลุงมาริโอ้คงเข้าใจผิดว่าเราคิดว่าห้องมันเล็กเกินเลยให้พักห้องใหญ่สามห้องแบบไม่คิดตังเพิ่ม แม้เราปฎิเสธด้วยความเกรงใจลุงก็ยืนยันให้เราพักห้องใหญ่ (if you insist ก็แทงกิ้วนะ) ซึ้งในน้ำใจลุงมาริโอ้โครต จำไว้นะครับโรงแรมชื่อ Aristocrat hotel)

 เช้าวันต่อมาหลังซัดอาหารเช้าที่โรงแรมฝีมือลูกน้องลุงมาริโอ้เเล้วเราก็เดินชิวมาสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกได้ว่าโด่งดังที่สุดของประเทศตุรกีเลยก็ว่าได้นั่นคือ Blue mosque และ Aya Sofya (หรือจะเรียก Hagia Sophia ก็ได้ครับ, Aya Sofya เป็นภาษาท้องถิ่น) มีการอ้างว่า Blue mosque และ Aya Sofya สร้างไว้คานอำนาจของศาสนาอิสลามและคริสต์ครั้งยังเป็นเมืองคอนสแตนติโนเปิล ภายหลังการปกครองของสุลต่านเมห์เม็ทก็เปลี่ยน Aya Sofya จากโบสถ์คริสต์เป็นมัสยิด

เพื่อนผมอินกับทริปวันนี้มากเพราะมันเป็นติ่ง Assassin Creed อย่างแท้จริงแต่สำหรับผมอินยิ่งกว่าเพราะผมไม่ใช่แค่ติ่งเกมผมยังเป็นติ่งสายลับอังกฤษรหัส 007 อีกด้วยและแน่นอนถ้าใครเคยดู From Russian with love ละก็ต้องรู้ว่าสถานที่คลายปมในเรื่องคือที่ Aya Sofya นี่แหละ

แต่เช้านี้ที่แรกที่จะเข้าไปคือ Blue mosque ซึ่งที่นี่ยังเป็นมัสยิดที่ยังถูกใช้งานอยู่ดังนั้นนักท่องเที่ยวผู้หญิงจำเป็นต้องสวมฮิญาบครับ โดยการแต่งกายก็ต้องเรียบร้อยแขนและขายาวตามหลักศาสนาอิสลาม แล้วที่สำคัญคือห้ามถ่ายรูปในจุดห้ามถ่ายเด็ดขาดรวมถึงการละหมาดครับ ที่นี่จะมีช่วงห้ามเข้าตอนทำละมาดด้วยให้ดีก็ตรวจสอบเวลาเข้าด้วยครับ (เข้าฟรีนะครับ)

dsc_5437
ลานด้านทางเข้าของ Blue mosque (สภาพอากาศแบบนี้แม้จะถ่ายรูปไม่สวยแต่ได้อารมณ์หนังสายลับโครต)
dsc_5446
ด้านในอาคารที่อนุญาตให้เข้าชมของ Blue mosque

จาก Blue mosque ก็มาต่อกันที่ Aya Sofya ซึ่งมีหลักฐานว่าเคยประดับประดาด้วยคริสต์ศิลป์แต่ถูกปรับเปลี่ยนบางอย่างให้เข้าก็หลักของศาสนาอิสลาม ในปัจจุบันก็ยังหลงเหลืออยู่บ้าง ซึ่งผมจะแนะนำบางจุดที่น่าสนใจก็เล้วกันครับ (ตอนที่พวกผมไปต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปถ่ายรูปและดูนู่นนี่ ผมกับภรรยาก็สนุกกับการตามหาสัญลักษณ์สำคัญต่างที่ถูกซ่อนไว้ใน Aya Sofya ก็สนุกไปอีกแบบเหมือนเล่นเกมไขปริศนา)

dsc_5621
ด้านหน้าของ Aya Sofya
dsc_5500
อันแรกนี่ง่ายเป็นโมเสกรูป Saint Mary กับพระเยซูชื่อว่า Apse mosaic of virgin and child ที่เชื่อว่าถูกสร้างขึ้นในศตวรรคที่ 9 และเป็นโมเสกในช่วงแรกๆหลังยุค iconoclastic หรือยุคการทำลายรูปเคารพในสมัยไบเซนไทน์
dsc_5531
Seraph Figure รูปของทูตสวรรค์ทั้งสี่ด้านของโดมโดยเดิมทีเป็นโมเสกแต่หลังการบูรณะในศตวรรคที่ 12 ถูกเปลี่ยนเป็น fresco (รูปที่ผมถ่ายมาเป็น original ที่เป็นโมเสกครับ)
dsc_5577
Constantine the Great, Virgin Mary and the Emperor Justinian อันนี้สำคัญมากในเชิงสัญลักษณ์นะครับ ทางซ้ายคือจักรพรรดิ์ Justinian ถวาย Aya Sofya ให้ Saint Mary ที่อุ้มพระเยซู โดยด้านขวาคือ พระเจ้าคอนสแตนตินถวายกรุงคอนสแตนติโนเปิล แสดงถึงความสำคัญของคริสต์ศาสนาของเมืองนี้ในอดีต
dsc_5540
Christ Enthroned with Empress Zoe and Constantine IX Monomachos ซึ่งความสำคัญของรูปนี้คือจักรพรรดิณี Zoe ทางขวามือซึ่งเป็นหนึ่งในสามจักรพรรดิณีที่เคยปกครองอาณาจักรไบเซนไทน์อย่างเบ็ดเสร็จ
dsc_5534
Grave of Enrico Dandolo ดยุคแห่งเวนิสผู้นำทางด้านศาสนาและการเมืองในยุคสงครามครูเสดครั้งที่ 4 (ส่วนตัวผมโครตจะไม่เห็นด้วยกับสงครามครูเสดเลย จริงๆก็ไม่เห็นด้วยกับสงครามบ้าบออะไรทั้งนั้น)
dsc_5514
Ottoman Medallions หรือเหรียญกลมขนาดใหญ่เขียนด้วยภาษาอาราบิกเป็นชื่อของพระเจ้า (Allah) ศาสดา Mohammed และพระเจ้าแผ่นดิน Ali และ Abu Bakr (ผมอาจไม่สันทัดด้านศาสนาอิสลาม หากผิดพาดประการใดก็กราบขออภัยด้วยครับ)
dsc_5479
Dome ซึ่งในอดีตมีโมเสกที่เป็นทองอยู่แต่สูญหายในช่วงการบูรณะในศตวรรคที่ 18

ที่จริง Aya Sofya หรือ Hagia Sophia ยังมีจุดหน้าสนใจอีกมากทั้งรูปโมเสกที่หลงเหลืออยู่ สัญลักษณ์ทางศาสนาอิสลามและหลักฐานการบูรณะรวมถึงการปรับเปลี่ยนจากโบสถ์คริสต์เป็นมัสยิดแต่ถ้าจะพูดหมดพรุ่งนี้ก็ไม่จบผมแนะนำให้ลองไปดูด้วยตัวเองบ้างดีกว่าไม่งั้นสปอยหมดความสนุกก็ลดลงซิครับ

ใกล้ๆ Aya Sofya นั้นมีจุดท่องเที่ยวให้เยี่ยมชมอีกอย่างคือ Basilica Cistern ที่เก็บน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรคที่ 5 หรือที่แฟน James Bond รู้จักว่าคือทางลับเพื่อเข้าไปในฐานโซเวียตหรือถ้ายุคใหม่หน่อยอาจจะรู้จักว่ามันคือเหมืองแห่งมอเรียซึ่งเป็นฉากสำคัญใน The lord of the ring  (เดินข้ามถนนก็ถึงมีค่าเข้านิดหน่อยไม่แพงแต่จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่)

dsc_5585
YOU SHALL NOT PASS!!!!

ที่นี่มีหัวเมดูซ่าอยู่สองอันกลับหัวกับตะแคง ซึ่งผมไม่รู้ความหมายแต่พี่ที่ทำงานบอกว่ามีพูดถึงในนิยายของแดน บราวน์ด้วยแต่ผมไม่ให้สปอยเพราะยังไม่ได้อ่าน คนที่อ่านคงอินมั้งครับ

หลังมวยคู่รองก็ถึงเวลามวยคู่เอกนั่นก็คือ…ข้าวกลางวันไงครับ แน่นอนว่านี่มันที่ท่องเที่ยวระดับโลกความอร่อยของอาหารที่นี่ก็อย่างน้อยๆต้องระดับชาติแน่นอน ผมเลือกร้านอะไรก็จำไม่ได้แต่จำได้ว่าอร่อยมาก (มีร้านหนึ่งมีรูป Bill Clinton มากินผมเลยเรียกว่าร้านบิล คลินตันแน่นอนอร่อยสมราคาบิล คลินตันจริงๆแถมเจ้าของร้านบอกว่าถ้าไม่อร่อยเค้าไม่คิดตังด้วย)

แล้วก็มาถึงมวยคู่เอกจริงๆซะที่ พูดตรงๆคือ Aya Sofya คือที่สุดของผมล่ะแต่ที่ๆจะไปต่อนั้นไม่ได้น้อยหน้ากันเลยนั่นคือราชวัง Topkapi ซึ่งเป็นราชวังเก่าแก่ของอาณาจักรออสโตมันซึ่งอยู่ใกล้ๆนี่เองเดินแปปเดียวก็ถึง

dsc_5622
แค่ประตูทางเข้าก็สวยเเล้วครับ
dsc_5636
ด้านหน้า Topkapi Palace ซึ่งส่วนตัวผมรู้สึกเหมือนวังในนิทานยังไงก็ไม่รู้

Topkapi Palace จะเหมือนกับ Dolmabahce Palace ตรงที่พื้นที่ส่วนใหญ่จะเเบ่งเป็นโซนจัดแสดงและห้ามถ่ายรูปซึ่ง highlight ที่นี่กลับเป็นส่วนแสดงคลังสมบัติหรือที่เรียกว่า Imperial Treasury ซึ่ง highlight ของ highlight อีกทีก็คือ Topkapi Dagger เป็นกริชด้วยอัญมณีล้ำค่าและยิ่งดังไปอีกจากหนังเรื่อง Topkapi ที่ออกฉายในปี 1964 แต่สำหรับผมนะ highlight กลับอยู่ที่ของใช้ของเหล่าศาสดามากว่าเช่น slingของกษัตริย์ David, ดาบของศาสดา Mohamed, คทาของ Moses และอื่นๆอีกมากมายไม่ว่าจะของจริงของจำลองก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจทั้งนั้น

พอออกจาก Topkapi Palace ก็เวลาเย็นพอดีซึ่งค่ำคืนนี้เราจะไปกันที่ Grand Barzaar และ Taksim square ซึ่งบอกเลยครับว่าผมไม่อินทั้งคู่ (ไม่ใช่ขาช็อป) แต่ Grand Barzaar นี่รู้สึกโอเคหน่อยเพราะเป็นตลาดที่เปิดมาตั้งแต่ศตวรรคที่ 14 แต่พอเอาเข้าจริงๆความรู้สึกผมเฉยๆครับเพราะแน่นอนตลาดที่อายุเยอะขนาดนี้ก็ต้องมีการปรับตัวตามยุคสมัย ดังนั้นที่นี่เลยเหมือนเดินห้างในบรรยากาศเก่าๆหน่อย (ที่นี่เคยถ่ายหนังเรื่อง Argo ซึ่งเป็นฉากตลาดในเตหะราน และถ้ามาตอนกลางวันจะเห็นหลังคาซึ่งก็เคยใช้ถ่ายทำฉากไล่ล่าในหนัง James Bond (อีกเเล้ว) ตอน Skyfall ด้วย)

เราใช้เวลาไม่นานที่ Grand Barzaar ก็ต่อกันที่ Taksim square ซึ่งเราก็ทานข้าวที่นี่แต่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการรอ…ไม่ใช้ครับเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการ shopping สำหรับผมความน่าสนใจของจุดนี้มีสองอย่าง อย่างแรกคือธงทีมกาลาตาซารายกับอีกอย่างคือรถรางขนาดมินิน่ารักดี

img_0516
ดูธงซะก่อนอย่าเผลอใส่เสื้อเบซิคตัสที่ Taksim square นะคร้าบ

หลังจากการช็อปจนหนำใจเเล้ว (หรือเรียกอีกอย่างว่าตังหมดเเล้ว) ก็ถึงคราวนอนซึ่งพรุ่งนี้เราจะนั่งเรือผ่านช่องแคบ Bosphorus จากฝั่งเอเชียสู่ฝั่งยุโรป ซึ่งจริงๆก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความคลาสิกเเบบเท่ๆ ด้วยความขี้เกียจเราซื้อทัวร์ผ่านลุงมาริโอ้เลยซึ่งจะมีรถมารับไปท่าเรือที่หน้าสถานี Sultanehmet นั่นแหละ เช้าวันนั้นฝนก็เริ่มเทลงมา (แล้วก็ตกตลอดทั้งวัน) ทำให้การเดินทางล่องเรือเท่ขึ้นมาเยอะเพราะจะมีอะไรเท่กว่าการยืนต้านลมบนดาดฟ้าเรือ ดื่มชาตุรกีอีก ยังกะ Russell Crowe ในเรื่อง Master and Commander (บางคนอาจเซ็งเพราะถ่ายรูปไม่ได้ แต่ผมขอได้เท่ก็พอ)

dsc_5707
ได้ภาพตำหนักอะไรสักอย่างก่อนฝนตกด้วย
dsc_5700
เสียดายธงชาติกลับด้านงั้นรูปนี้ดูดีเลย

หลังการล่องเรือสุดคลาสิกก็มีเวลาเหลือนิดหน่อยเราเลยลองของหวานและกาแฟกันซึ่งผมเล็งไว้เลยคือร้านอะไรสักอย่างที่เป็นหน้าลุงท่าทางใจดีเหมือนยาสีฟันดาลี่เเปะเป็นโลโก้อยู่ เห็นบอกเปิดมาเป็นร้อยปีแล้วน่าจะอร่อยไม่งั้นคงม้วนเสื่อไปตั้งนานเเล้ว ซึ่งไม่ผิดหวังเลยครับอร่อยจริงๆ

img_0528
รับประกันความอร่อยโดยลุง Mustafa
IMG_0530.JPG
Turkish Coffee มากับขนม Turkish Delight หรือขนม Lokum มีข้อควรระวังคืออย่ากระดกหมดเพราะเม็ดกาแฟจะติดคอ (ผมพลาดมาแล้ว)
IMG_0531.JPG
Baklava อันนี้ชอบสุดเลยมีถั่วพิตาชิโอ้ด้วย
img_0533
ไอติมกับอะไรสักอย่างโครตหวาน ใครเป็นเบาหวานอย่ากินนะครับ

และแล้วการเดินทางอันสุดแสนมหัศจรรย์ก็ถึงวันต้องจบลงที่มหานคร Istanbul นี้ซึ่งที่จริงแล้วถ้ามีเวลาเมืองนี้รวมถึงประเทศตุรกียังมีสิ่งที่น่าสนใจน่าเรียนรู้อีกมาก ตัวผมเองก็ยังมีเป้าหมายที่ไม่ได้ไปอย่างสนามกีฬา Ataturk Olympic Stadium (ใช่แล้วครับผมเป็น the Kop)

อย่างที่ผมเคยบอกครับว่าสำหรับผมแล้วตุรกีเป็นประเทศที่ผมชอบมากประเทศหนึ่งทั้งในด้านสถานที่ท่องเที่ยว อาหาร และผู้คน และผมเชื่อว่าเมื่อสิ่งเลวร้ายทีเกิดขึ้นที่นี่ผ่านไปตุรกีจะเป็นสถานที่ที่คุณจะไม่มีวันลืมลย

See around

Episode นี้และ series Once upon a time in Turkey ก็จบลงที่นี้ ถ้ามีคำถามอะไรก็ comment ไว้ได้ผมจะคอยมาตอบเรื่อยๆครับ แล้วติดตามกันใหม่ใน series หน้าครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s