Previously on From Kunming with love…ผมกับ(ท่าน)ภรรยาออกเดินทางท่องเที่ยวที่ประเทศจีนช่วงวันหยุดยาวในเดือนธันวาคมโดยเส้นทางจะเริ่มตั้งแต่เมือง Kunming แล้วขึ้นเหนือไปยัง Shangri-la จากนั้นก็ค่อยๆลงมาทาง Lijiang และ Dali ตามลำดับก่อนปิดท้ายที่ Kunming

EPISODE-II : Into the lost horizon

ในปี 1937 คนทั้งโลกต่างตื่นตาต้องใจกับแดนสวรรค์ท่ามกลางหุบในหนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้างมหาศาลแห่งยุค Lost Horizon แน่นอนว่าแดนสวรรค์ที่เราพูดถึงคงไม่ใช่ที่อื่นไกลนอกจาก Shangri-la นั่นเอง แม้ว่าเมืองนี้จะเป็นแค่จินตนาการจากนิยายของ James Hilton เท่านั้นแต่นักวิชาการบางคนกลับชื่อว่า Shangri-la นั้นคือที่เดียวกับ Shambhala หรือสวรรค์ในความเชื่อของตันตระนิกาย พระพุทธศาสนาที่นับถืออย่างแพร่หลายของชาวทิเบตทำให้ Shangri-la เป็นชื่อที่มีมนต์คลัง(และมูลค่าทางการตลาด)อย่างเลี่ยงไม่ได้

Shangri-la เป็นจุดหมายเเรกในการเดินทางในทริปนี้เนื่องจากระยะทางไกลสุดและหนาวสุดด้วย ผมกับภรรยาเลยคิดว่าจะเก็บตัวยากสุดก่อนเพราะถ้าเก็บไว้หลังๆความเหนื่อยสะสมจะทำให้เหนื่อยเกินไปที่จะเดินทาง

แล้วก็ถึงวันเดินทางซึ่งเทพีแห่งโชคชะตาก็อวยพรตั้งแต่วันแรกโดยการดลบันดาลให้เครื่องบิน delay ไปสองชั่วโมง(เยี่ยมจริงๆ) ตามกำหนดการเดิมเราต้องถึงสนามบิน Kunming ต่อรถนอนไป Shangri-la ในคืนนั้นดีที่ว่ารถนอนนั้นออกช่วงประมาณทุ่มถึงสองทุ่มเราเลยยังพอมีเวลาแม้ delay

นอกจากเรื่อง delay แล้วการเดินทางไปกับสายการบินสีม่วงก็ไม่มีเรื่องต้องคิดอะไรมาก ประมาณสองชั่วโมงกว่าๆก็ถึงสนามบิน Changshui (长水) ที่ Kunming เนื่องด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อหลายปีก่อนทำให้การรักษาความปลอดภัยในสนามบินและสถานีขนส่งมวลชนอื่นๆใน Kunming ค่อนข้างเข้มงวดและห้ามถ่ายรูปภายในเขตสนามบินนะครับ จากสนามบินผมต้องไปขึ้นรถที่ท่ารถตะวันตก (西部客运站) เพื่อไป Shangri-la ซึ่งง่ายมากแค่ซื้อตั๋ว shuttle bus ที่แถวทางออกประตู3-4 ราคาคนละประมาณ 25 หยวน สนามบินค่อนข้างไกลจากตัวเมืองนั่งออกมาประมาณชั่วโมงก็ถึงท่ารถ ราคาตั๋วรถนอนไป Shangri-la ประมาณ 200 หยวน ท่ารถที่นี่ช่องซื้อตั๋วเหมือนหมอชิตบ้านเราแค่บอกว่าไปไหนกี่คนรอบไหนก็ได้ตั๋วมาแล้วง่ายๆไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรให้ยุ่งยาก (แต่ผมว่าถ้าพูดไม่ได้ก็คงยากนิดหนึ่งแหละเพราะส่วนใหญ่เค้าพูดอังกฤษไม่ได้ แนะนำให้ชี้ตัวจีนละกันอย่าง Shangri-la ก็ 香格里拉 หรือถ้าเค้าดูงงๆก็บอกว่าไป Zhongdian (中甸) ซึ่งเป็นชื่อเดิมของ Shangri-la )

พอดีที่ผมไปถึงก็เป็นช่วงเย็นๆละเลยหาอะไรกินแถวนั้นแล้วนั่งรอรถออกที่ท่ารถนั่นแหละ รถนอนที่นี่ดูเหมือนแคบๆแต่ก็สะดวกสบายไม่ได้อึดอัดอะไรและจะมีแวะพักเข้าห้องน้ำเป็นระยะๆด้วย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
รถคันนี้ที่ผมนั่ง(นอน)ไป Shangri-la
bus
บนรถจะมีถุงพลาสติกเเจกให้เอาไว้ใส่รองเท้าซึ่งจะมีชั้นวางให้

บนรถเราเจอพี่คนไทยสองคนมาเที่ยวด้วยชื่อพี่พีกับพี่กุนนอนอยู่แถวถัดจากผมซึ่งจะกลายเป็นเพื่อนรวมทางใน Shangri-la นี้ครับ ถึงแม้ว่าบนรถจะค่อนข้างสะดวกสบายแต่ผมกับภรรยานอนไม่หลับเลยเนื่องด้วยตาลุงเตียงล่างเค้าสูบบุหรี่ทั้งคืนไม่หลับไม่นอนชนิดมวนต่อมวนเลยทีเดียว ประกอบกับมีเด็กที่ขึ้นรถกับแม่ร้องไห้ทั้งคืนเเบบไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยถ้ามีโอลิปปิกการร้องไห้น้องคนนี้เป็นจ้าวเหรียญทองแน่นอน

และแล้วก็ถึง Shangri-la ในตอนเช้ากับสภาพผมที่ไม่ต่างกับนิสิตอ่านหนังสือหนีเอฟสภาพอ่อนแรงสุดๆ อากาศที่ Shangri-la นั้นบอกได้เลยว่าโครตหนาวเราสี่คนหอบข้าวหอบของมาจุดซื้อตั๋วเพื่อซื้อตั๋วล่วงหน้าไป Lijiang แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อครับเพราะมีรถออกทุกครึ่งชั่วโมงเราเลยไม่อยากมัดตัวเองเรื่องเวลาเลยคิดว่ามาซื้อเอาวันกลับดีกว่า

พี่พีกับพี่กุนยังไม่มีที่พักเลยว่าจะไปพักที่เดียวกับผมเพราะราคาถูกดี ในตอนที่เรากำลังคุยกันว่าจะไปโรงแรมกันยังไงมีสองสาวชาวจีนเข้ามาถามหารค่ารถจะไป Pudacuo (เอาจริงๆผมก็ไม่รู้จักมาก่อนหรอกแถมชื่อที่เขียนแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันอีกมีทั้ง Pudacuo ทั้ง Potatso เอาเป็นว่าตัวจีนเขียนแบบนี้  普达措 และออกเสียงเเบบไทยๆง่ายๆว่าพู่ต้าซัวละกัน) ผมมองหน้าพี่สองคนและภรรยาก็ตกลงปลงใจว่าจะร่วมเดินทางกับสองสาวนั้นโดยจะเอาของมาเก็บที่โรงแรมก่อนแล้วค่อยไปเพราะค่ารถหารกันแค่ 25 หยวนเองถูกมากถ้าเทียบกับเหมาทั้งวัน

อาหมวยสองคนนั้นชื่ออลิสกับจางมาจากนานกิ่งวางแผนว่าจะเที่ยว Pudacuo วันนี้และจะกลับด้วยเครื่องบินรอบเย็น โรงแรมไม่ไกลจากท่ารถเท่าไหร่ประมาณยี่สิบนาทีพอถึงก็จัดของนิดหน่อยแล้วก็ไป Pudacuo เลยโดยอลิสกับจางซื้อตั๋ว online ให้เลยได้ราคาถูกลงมาหน่อย Pudacuo ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองและตลอดทางผมไม่เห็นรถประจำทางเลยถ้าไม่เจอสองคนนี้และเหมารถมาก็ไม่รู้จะมายังไงเหมือนกัน ที่ทางเข้า Pudacuo นั้นเราต้องเอารหัสที่ซื้อ online มาคีย์ลงตู้จ่ายตั๋วซึ่งอลิสทำให้เลยสบายหน่อย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ทางเข้าอุทยาน มีกวางยืนอย่างเท่ยังกะพ่อแบมบี้ตอนจบเลย
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ตู้จ่ายตั๋วเข้าอุทยาน

จากทางเข้าก็จะมี shuttle bus พาไปยังจุดต่างๆในอุทยานและจะมีคำบรรยายด้วย (แน่นอนมีแต่ภาษาจีน) พูดยืดยาวแต่ผมจำใจความได้แค่ว่า Pudacuo มีความงดงามและสมบูรณ์เทียบเท่าอุทยานแห่งชาติ Yellow stone ของอเมริกา

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ดูป้ายซะก่อนมีหมีด้วยนะ จริงๆแล้วผมชอบรูปนี้นะมันฮาดี ปลาตัวโครตใหญ่เทียบระยะทางแล้วใหญ่กว่าเป็ดตัวหลังกับกลุ่มนกนั่นอีกแล้วไหนจะไอ้เป็ดตัวหน้ามันก็ดูใหญ่กว่าหมีอีกตะหาก

เอาจริงๆแล้วที่ Pudacuo นี้คงสวยมากถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีแต่ผมไปช่วงธันวามันเลยดูเเห้งๆไปหน่อยแถมโซนดอกไม้ก็ไม่มีดอกและเหี่ยวไปเกือบหมด แต่โดยรวมก็ยังสวยครับที่นี่กว้างมากแค่เดินรอบทะเลสาบเเต่ละจุดก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆกว่าจะเที่ยวรอบก็เหนื่อยเหมือนกัน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ทะเลสาบอะไรสักอย่างที่ Pudacuo

Pudacuo กว้างมากพอเดินรอบก็เย็นพอดี ขากลับรถก็ไปแวะส่งพวกเราก่อนเเล้วค่อยไปสนามบิน บอกได้เลยว่าที่อลิสกับจางดีใจที่มีเพื่อนไปเที่ยวและมีคนแชร์ค่ารถนั้นผิดเลยจริงๆและเราน่าจะต้องเป็นฝ่ายดีใจที่มีคนพาเที่ยวมากกว่า หลังลงรถได้ไม่นานผมรู้สึกเหมือนจะท้องเสียทั้งๆที่ผมเเทบไม่ได้กินอะไรเลยจึงรู้เลยว่ามันมาเเล้วอาการแพ้ที่สูงหรือที่เรารู้จักว่า AMS จริงๆผมก็กลัวอยู่แล้วว่าจะเป็นเพราะขึ้นที่สูงด้วยความเร็วแถมเมื่อคืนไม่นอนแล้วยังมาเดิน mini-trek อีก ร่างกายมันเริ่มงอเเง้เเล้วก็เลยบอกพี่พีกับพี่กุนว่าจะเเยกไปพักหน่อย หลังอาบน้ำผมเลยซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินง่ายๆเป็นข้าวเย็นพอดีเจอพี่พีเค้าบอกว่าพี่กุนปวดหัวดูท่าจะแพ้ที่สูงเหมือนกันเลยซื้อของกินมาทานในห้อง คืนนั้นทั้งคืนผมโครตปวดหัวเลยทรมานสุดๆภรรยาผมกลัวมากที่สำคัญโรงเเรมนี้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้และหมอในโรงพยาบาลที่จีนส่วนใหญ่ก็พูดไม่ได้เหมือนถ้าผมหมดสตินี่ไม่รู้จะสื่อสารกันยังไง (ผมแนะนำศัพท์ที่ควรรู้สองตัวนะครับคือ 高山症 แปลว่าแพ้ที่สูงกับ 医院 แปลว่าโรงพยาบาลชี้ๆเอาละกันครับ)

พอได้กินอิ่มและนอนอุ่นๆอย่างเพียงพอก็เริ่มดีขึ้น ภรรยาผมถามพี่พีๆก็บอกว่าพี่กุนดีขึ้นเหมือนกันเลยโล่งใจกัน เช้านี้อากาศโครตหนาว มันหนาวกว่าเมื่อวานอีกหิมะก็ไม่ตกถ้าตกคงอุ่นขึ้นอื่นหน่อย แผนการวันนี้เราจะไม่หนักมากสบายๆโดยมีแค่วัดโปตาลาน้อย Songzanlin (松赞林) กับวัดกงล้อยักษ์ Dafo (大佛)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
บรรยากาศหน้าโรงแรม

อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกครับว่าจริงๆที่นี่ชื่อ Zhongdian แล้วมาเปลี่ยนเป็น Shangri-la หลังปี 2000 นี่เองเพื่อเพิ่มมูลค่าการตลาดทำให้ร้านค้าร้านอาหารมีเยอะทีเดียว ผมสังเกตุเห็นร้านอาหารเเบบตะวันตกมีเยอะด้วยแต่ช่วงเดือนธันวาคงเป็น low season จริงๆเพราะร้านค้าร้านอาหารส่วนใหญ่ปิดหมดผมเลยหาข้าวกินร้านเเถวนั้นซึ่งก็อร่อยดีนะไม่เเพงด้วย

การเดินทางไปวัด Songzanlin นั้นไม่ยากแค่นั่งรถบัสสาย 3 แถวหน้าวัด Dafo แค่ต่อเดียวก็ถึงและพอดีจุดขึ้นรถก็อยู่ไม่ไกลจนโรงแรมเดินได้สบาย รถบัสที่นี่จะเหมือนที่ฮ่องกงคือมีกล่องข้างคนขับไว้หยอดค่าโดยสารแต่ถ้าไม่มีแบงค์ย่อยเราแลกกับคนขับได้ผมเห็นเค้าเเลกอยู่ การเดินทางโดยรถบัสที่นี่ค่อนข้างสะดวกครับมีชื่อสถานนีเขียนตามป้ายทำให้ไม่ลงผิดป้าย(บ้านเราน่าจะทำบ้าง)

วัด Songzanlin เสียค่าเข้า 120 หยวนต่อคนซึ่งพอถ้าถึงป้ายจะมีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าถ้า Songzanlin แล้วให้ลงไปซื้อตั๋วเพราะหน้าวัดไม่มีที่ซื้อตั๋ว แต่ถ้านั่งรถบัสต่อไปเลยก็ถึงหน้าวัดครับแต่เข้าไปในตัววัดไม่ได้ ที่จุดซื้อตั๋วจะมี Shuttle bus ไปส่งไม่ต้องห่วงว่าซื้อตั๋วเสร็จต้องมาหารถอีกรอบ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

PC050110.JPG

วัด Songzanlin มีรูปแบบคล้ายกับวัดโปตาลาที่ลาซาในธิเบตคนไทยเลยเรียกติดปากว่าวัดโปตาลาน้อยโดยวัดนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงชิง ภายในวัดถูกสร้างและตกแต่งด้วยด้วยภาพวาดและพุทธรูปในคติตามแบบของตันตระนิกาย ส่วนตัวผมชอบนะและผมก็ชอบพวกพุทธรูปปางพิโรธอยู่แล้วด้วยมาเจอแบบนี้ก็เยื่ยมไปเลยสำหรับผมนะ

ซึ่งวัดนี้มาข้อห้ามถ่ายรูปภายในวัดนะครับซึ่งผมก็คิดว่าถูกต้องเเล้วละเพราะผู้ที่นี่ค่อนข้างศรัทธาพุทธศาสนามากแล้วถ้าเค้าสวดๆอยู่เเล้วมีใครไปถ่ายรูปก็คงไม่ดีเท่าไหร่ ที่นี่เราเจอพี่กุนกับพี่พีอีกเเล้วเค้ามาเเวะเที่ยวก่อนจะลงไป Lijiang วันนี้บ่ายๆซึ่งก็ดีเลยเพราะตอนเช้ารีบออกเลยไม่ได้ร่ำลากันมาเจอที่นี่ถือว่าเหมาะเจาะทีเดียว

หลังแยกกับพี่เค้าเราก็นั่งรถกลับเข้าเมืองซึ่งระยะทางไกลแบบนี้กับค่ารถ 5 บาทมันถูกมาก ไม่นานเราก็มาถึงวัด Dafo ที่มีจุดเด่นด้วนกงล้อขนาดใหญ่

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
วัด Dafo

เอาเข้าจริงๆมันก็ไม่ได้สูงเท่าไหร่แต่คงเป็นเพราะไม่ชินกับอากาศที่เบาบางผมเลยค่อนข้างเหนื่อยตอนเดินขึ้นอยู่พอสมควร โชคดีที่ตอนขึ้นไปมีคนมาช่วยกันหมุนกงล้อมนต์งั้นผมคงแค่เดินรอบๆไม่มีปัญญาหมุนแน่นอน จากข้างบนก็เห็นวิวของเมืองเก่าได้ในมุมกว้างก็สวยดีเหมือนกันนะ ลืมบอกไปค่าเข้าฟรีนะครับ

แถวๆวัดเหมือนจะมีพิพิธภัณฑ์อะไรสักอย่างแต่ยังสร้างไม่เสร็จและก็มีส่วนจัดแสดงให้ความรู้เกี่ยวกับกองทัพแดงเลยรู้ว่าช่วงทำสงครามกับกงมินตั๋งกองทัพแดงเคยมาฐานที่นี่ด้วย ตอนเย็นผมก็เเวะซูปเปอร์มาเก็ตเพื่อเตรียมเสบียงสำหรับเดินทางบ้ายบาย Shangri-la เพื่อมุ่งหน้าไปยัง Lijiang ในวันรุ่งขึ้น จริงๆแล้ว Shangri-la มีที่เที่ยวมากกว่านี้นะครับและผมก็อยากขึ้นไปถึง Yading, Deqin นู่นแต่ด้วยเวลาจำกัดเลยไม่ได้ขึ้นเหนือต่อ ค่อยไว้ครั้งหน้ามาใหม่เมืองจีนก็อยู่ใกล้ๆนี่เอง

สำหรับ episode นี้ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ ถ้ามีคำถามอะไรก็ comment ไว้ได้ผมจะคอยมาตอบเรื่อยๆครับ episode หน้าจะเดินทางกันต่อที่ Lijiang ครับ

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s