Previously on From Kunming with love…เมื่อมาถึง Shangri-la ได้พบกับพี่คนไทยสองคนและเพื่อนใหม่ชาวจีนอีกสองคนและเป็นเพื่อนร่วม one day trip ที่ Pudacuo หลังจากที่แยกทางกันผมและภรรยาก็อยู่ Shangri-la อีกวันก่อนไปต่อที่ Lijiang…

EPISODE-III : Finding Zhang Yi Mou

คืนก่อนกลับที่ Shangri-la นั้นหนาวมากแม้จะมีผ้าห่มไฟฟ้าที่อุ่นพอควรแต่ถ้าลุกจากเตียงเมื่อไหร่ความหนาวจะเข้าปะทะเหมือน storm trooper ทันที ทำให้ผมนึกสงสัยไม่ได้ว่าถ้ามีเด็กเล็กๆมาด้วยจะไหวมั้ยซึ่งแน่นอนว่า logic นี้ได้คำตอบอย่างง่ายดายในเวลาไม่ถึงวินาทีว่าไม่ได้แน่นอน

เช้าวันต่อมาหลังอาหารเช้าเราก็เดินมาขึ้นรถบัสเพื่อไปยังสถานณีขนส่งซึ่งที่จริงรถบัสที่ Shangri-la นี้มีไม่กี่สายครับและข้อมูลแต่ละสายว่าไปที่ไหนบ้างก็ขึ้นที่ป้ายรถเมย์ทำให้เราเช็กได้ว่าเราต้องขึ้นสายไหน ที่สถานณีขนส่งผมเข้าไปซื้อตั๋วซึ่งโชคดีที่ใกล้เวลาอกรถพอดีเลยรอไม่นานรถก็ออกแล้ว นั่งประมาณห้าชั่วโมงก็ถึง Lijiang ในช่วงบ่ายๆพอออกมาจากสถาณีก็พบว่าเราหลงซะแล้วครับ ปัญหาใหญ่ของการเดินทางที่นี่คือแผนที่ในหนังสือและ google เหมือนจะเอาข้อมูลเมื่อร้อยปีก่อนมาลง มันไม่มีอะไรเหมือนที่เห็นตรงหน้าสักอย่างเอาชื่อถนน ชื่อสถานที่ไปถามใครเค้าก็ไม่รู้จักสุดท้ายภรรยาผมบอกว่าโรงแรมน่าจะอยู่ใกล้ๆ old town เราเลยตัดสินใจนั่งรถบัสไปตั้งหลักที่ old town

แน่นอนครับการไป old town ไม่ใช่เรื่องยากแต่ที่ยากคือหลังจากนี้ตะหากเพราะเราเดินหลงกันอีกเป็นชั่วโมงกว่าจะเจอโรงแรมและเมื่อมาดูแผนที่ที่เตรียมมาก็เห็นเลยว่ามันอยู่กันคนละทิศเลย (ความยั่วจากการหลงที่ Kathmandu ทำให้วันนี้ไปลงกับ lonely planet เต็ม) วันนี้เราพักที่ Lijiang International Youth Hostel ซึ่งแน่นอนว่า staff พูดภาษาอังกฤษได้(ถึงแม้จะติดๆขัดๆนิดหน่อยก็ตาม) และราคาไม่แพงเหมาะกับเยาวชน (อายุสามสิบนิดๆ) ตามชื่อโรงแรม

ที่นี่เราได้พบกับครอบครัวน่ารักๆครอบครัวหนึ่งที่เอาคำตอบของเรื่องที่ผมกับภรรยาคิดกันเมื่อวานมาบอก ครอบครัวนี้นี้มาเที่ยวด้วยกันสามคนพ่อ แม่และลูกชายวัยห้าขวบ พี่เดียร์ พี่หน่อย และน้องณดล พี่เค้าบอกว่าเค้าเพิ่งมาจาก Dali และวางแผนอยู่ที่นี่สองคืนเหมือนพวกผม เราคุยกันว่าจะไปหาข้าวเย็นกินด้วยกันและจะหาทัวร์เพื่อเที่ยว one day trip ใน Lijiang เพราะเดินทางง่ายและถูกว่าซึ่งพี่เค้าเที่ยวแบบนี้มาตั้งแต่ที่ Kunming แล้ว

ที่ old town (古城) (เวลาถามทางเค้าก็บอกว่าไป ลี่-เจียง-กู่-เฉิง ออกเสียงแบบไทยๆคงประมาณนี้แหละครับ) มีบริษัททัวร์เยอะมากๆๆๆๆๆๆเเต่ราคาค่อนข้างจะไม่ต่างกันมากซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องดูว่าทัวร์นั้นจะรวมและไม่รวมอะไรบ้างและแน่นอนครับทุกอย่างถูกเขียนเป็นภาษาจีน บอกตรงๆว่าผมแอบกลัวลูกเล่นนิดหน่อยเลยต้องทั้งฟังเค้าพูดและอ่านในโปรแกรมดีๆเพราะบางคำผมก็ดันอ่านไม่ออก แต่พี่หน่อยได้เปิดโลกทัศน์ผมอย่างมากด้วยการใช้มือถือแปลภาษาโดยไม่ต้องหวังเพิ่งโดราเอม่อนเเต่อย่างใด

หลังตกลงกันเรียบร้อยเราก็ซื้อทัวร์ราคา 680 หยวนเป็นเงินไทยก็ประมาณสามพันกว่าบาทซึ่งก็โอเคเพราะรวมทุกอย่างเเล้วยังถูกกว่าเราไปเองอยู่ดี พระเอกของที่นี่ที่โด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยวรวมไปถึงทีทไทยเราคือ Yulong Xue Shan หรือถ้าแปลตรงๆก็จะแปลว่าภูเขาหิมะมังกรหยกซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนิยายของกิมย้งนะครับ เนื่องจากบนภูเขาหิมะมังกรหยกนั้นอากาศค่อนข้างเบาบางเลยเป็นที่นิยมที่จะพกออกซิเจนกระป๋องไปด้วยและอย่างที่เคยบอกครับราคาที่จุดท่องเที่ยวจะแพงเพราะที่ Pudacuo ผมเห็นราคากระป๋องละ 100 หยวนเลยคืนนั้นพี่หน่อยเลยหาซื้อไว้ส่วนผมกับภรรยาคิดว่าเอาที่ทัวร์แจกให้กับอันที่เอามาจาก Shangri-la น่าจะพอเลยไม่ซื้อ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ออกซิเจนกระป๋องตราอาแปะหอบแดกคืออันที่ทัวร์แจกอันใหญ่อีกอันผมซื้อมาจาก Shangri-la

ตอนเช้าก็ไปรอทัวร์ที่จุดนัดพบซึ่งปรากฎว่ามีแค่ครอบครัวพี่เค้าและผมกับภรรยาห้าคนเท่านั้นเลยกลายเป็น private tour ไปเลยในรถคนขับที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ด้วยก็อธิบายใหญ่เลยเกี่ยวกับภูเขาหิมะแต่ผมก็ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่ก็ปล่อยเค้าพูดไปจนมาสะกิดใจอีกครั้งก็ตรงที่บอกว่าอย่างน้อยๆน่าจะมีออกซิเจนสักสองกระป๋องถึงจะพอเดี๋ยวเค้าจะเเวะรับเสื้อกันหนาวที่จุดซื้อตั๋วถ้าจะซื้อออกซิเจนรงนั้นมีขาย พี่หน่อยจัดกระป๋องใหญ่มาอีกกระป๋องกันเหนียวแต่ผมก็ไม่ซื้อ ที่จริงและอาการแพ้ที่สูงหรือ AMS ไม่สามารถบรรเทาได้จากการสูดออกซิเจนกระป๋องนะครับเนื่องจากว่ามันเป็นอาการจากการที่รางกายขาดออกซิเจนทำให้ระบบในร่างกายเราแปรปวนการสูดออกซิเจนโดยตรงไม่สามารถทำให้ร่างกายเราดีขึ้นในทันทีแต่ออกซิเจนกระป๋องนี่มีประโยชน์ตอนเราหายใจไม่ออกหรือรู้สึกเหนื่อยมากๆเนื่องจากอากาศเบาบางเท่านั้น

ถึงภูเขาหิมะมังกรหกจะเป็นพระเอกของที่นี่แต่ที่ผมมา Lijiang เพราะผมอยากดูการแสดง Impression Lijiang ที่เล่าถึงอารยธรรมชนเผ่าที่นี่และที่สำคัญกำกับโดยโครตไอดอลผม Zhang Yi Mou ซึ่งผมชอบหนังของเฮียแกมากเพราะหนังเฮียภาพโครตสวย การมา Lijiang ครั้งนี้จุดหมายหนึ่งเดียวของผมคือ Zhang Yi Mou show อย่างอีกถือเป็นของแถม

PC070154.JPG
เส้นทางจากด้านตรวจขึ้นไปภูเขาหิมะ เค้ามีจุดให้แวะถ่ายรูปตรงนี้ด้วย

ช่วงที่ไปเป็นหน้าหนาวซึ่งเป็น low season คนเลยไม่ค่อยเยอะเท่าไหล่ (แต่เยอะอยู่ดีสำหรับผม) ที่จริงที่ผมเห็นในรูปที่นี่ตอนคนเยอะนี่เยอะยิ่งกว่างานกาชาดอีกนะ เรารับเสื้อกันหนาวมาซึ่งรวมอยู่ในทัวร์ด้วยเป็นเสื้อกันหนาวหนาๆสีแดงซึ่งตอนแรกเอามาเพราะกลัวหนาวแต่พอเอาเข้าจริงๆแล้วไม่น่าเอามาด้วยเลยเพราะโครตจะเป็นภาระเลยเนื่องจากขึ้นบนมันไม่หนาวมีแค่เสื้อสกีก็เอาอยู่แล้วถ้าใครมาเองก็ไม่ต้องไปเสียเงินเช่านะครับ

PC070174.JPG
กระเช้าขึ้นเขาหิมะนั่งนานเหมือนกันนะถึงแม้ความเร็วของกระเช้าจะดูเร็วพอสมควร

ลงจากกระเช้าก็จะเป็นพวกร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและอื่นๆกว่าจะถึงลานกว้างทีเห็นยอดเขา เดินขึ้นไปไม่นานก็จะถึงจุดสูงสุดที่ทำทางเดินไว้แม้เป็นเขาอีกลูกที่ผมขึ้นไปจุดสูงสุดแต่ผมกับภรรยากลับไม่รู้สึกอะไรเลยต่างกับ Annapurna และ Kota Kinabalu ที่พอถึงจุดหมายเเล้วรู้สึกดีมากๆแต่ที่นี่กลับเฉยๆคงเป็นเพราะว่ามันไม่ได้ใช้ความพยายามมั้งนั่งๆก็ถึงเลยไม่อินเลยถึงมันจะสวยก็เถอะ

PC070172.JPG
ลานกว้างด้านบนคนเยอะเหมือนกันนะ
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
บนเขาหิมะอุดมไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวในชุดกันหนาวสีแดงเหมือนเป็นยูนิฟอร์มสำหรับการเที่ยวที่นี่

เราอยู่ข้างบนไม่นานเพราะเวลามีจำกัดที่เราจะไปกันต่อคือ Blue moon valley ซึ่งเป็นของปลอมครับแต่สร้างมาเพื่อเป็นจุดท่องเที่ยว ผมยอมรับเลยว่าไม่เคยเห็นที่ไหนทำน้ำตกปลอม ทะเลสาบปลอม เป็นของประกอบฉากภูเขาหิมะทำให้วิวภูเขาหิมะสมบูรณ์ขึ้นมาทันตาเห็นยังกะอยู่ในโรงถ่าย Warner Bros.

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ดูๆก็สวยดีนะและที่นี่ก็มีคู่รักประมาณแปดแสนคู่มาถ่ายพรีเวดดิ้งเต็มไปหมด

การเดินทางระหว่างจุดท่องเที่ยวที่นี่จะมี shuttle bus มารับเป็นจุดๆนะครับแต่ต้องคอยดูป้ายดีๆงั้นจะงั้นหน่อยแต่ผมมีตาคนขับรถของทัวร์คอยชี้ตลอดเลยไม่หลงถ้ามาเองก็คงหลงไปเรียบร้อยเเล้วละครับ

PC070215.JPG
Shuttle bus รับส่งระหว่างจุดท่องเที่ยวในบริเวณเขาหิมะ

จาก Blue moon valley ไกด์ทัวร์ก็พาเรานั่งรถออกไปถึงตอนนี้ก็งงๆว่าจะไปไหนก็เลยถามเค้าก็บอกหน้าตาเฉยว่ากลับไง(ตอนนั้นคือคิดเลยว่าเเล้ว Zhang Yi Mou กูล่ะ) คุยกันสักพักก็รู้ว่าหัวหน้าเค้าไม่ได้บอกว่าจะดูโชว์ด้วยแล้วตอนนี้โชว์รอบสุดท้ายกำลังแสดงอยู่ซึ่งเรากลับไปก็ไม่ทันเเล้ว (WHAT DA FXXK!!) ตาไกด์โทรหาเจ้หัวหน้าทันทีแล้วยื่นข้อเสนอมาว่าจะพาไปดูทัวร์อื่นซึ่งราคาแพงก็ด้วย ผมกับพี่ๆปรึกษากันว่าเอาไงดีสุดท้ายสรุปว่าจะขอเงินส่วนต่างคืนเพราะเอาจริงๆผมไม่คิดว่าจะมีโชว์ไหนราคาแพงกว่านะและก็ไม่อยากดูแล้วด้วย (อดเลย Zhang Yi Mou) สุดท้ายเค้าก็ให้เงินคืนโดยเราจะไปเอาที่ร้านแถว old town ที่ซื้อทัวร์เมื่อคืน ที่ร้านเจ้เจ้าของก็เอาเงินส่วนต่าง 180 หยวนมาคืนให้โดยไม่ได้อิดออดอะไรก็คงผิดพลาดจริงๆเลยไม่ได้โกธรอะไร (เเต่เซ็งมากกว่า สุดท้ายก็คิดว่าช่างมันเมืองจีนก็อยู่เเค่นี้เรามาบ่อยอยู่เเล้วค่อยมาดูวันหลัง)

เวลาที่เหลือเราตั้งใจจะเที่ยวใน old town ซึ่งต้องเสียค่าบำรุงเมืองเก่าคนละ 80 หยวนแต่เจ้เค้าเห็นผมถามที่เที่ยวในเมืองเก่าเลยบอกให้รอตอนหกโมงครึ่งเค้าจะให้เข้าฟรี (โอ้…เจ้ทำให้ผมประหยัดตังไปได้เยอะเลยตั้ง 160 หยวน) แน่นอนครับว่าผมเราแน่นอน ถึงตั้งนี้ผมกับภรรยาขอแยกตัวไปเพราะผมไม่รู้จะทำอะไรรอว่าจะเดินดูเมืองเผื่อพี่ๆเค้าอย่างเที่ยวที่อื่น

PC070233.JPG
ในเมืองผมติดใจรูปปั้นประธานเหมาที่ยืนต้อนรับสู่ Lijiang ที่สุดละดูดีเเบบแปลกๆบอกไม่ถูก

หกโมงครึ่งผมก็นั่งรอเจ้าหน้าที่ออกจากจุดตรวจซึ่งเอาจริงๆก็รอถึง 6.45 เค้าถึงให้เข้าฟรีนะแต่ที่น่าแปลกใจคือมีทัวร์ท้องถิ่นเยอะเลยที่เดินมาถึงปุ๊บก็เป็นเวลาเปิดเข้าฟรีเลยเรียกได้ว่าไกด์กะเวลาได้เซียนมากๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
บรรยากาศของเมืองเก่า
PC070241.JPG
ในเมืองเก่าส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าและร้านอาหารที่ถูกจัดสรรเป็นบล็อคๆ
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ของกินเยอะตามสไตล์จุดท่องเที่ยว คล้ายๆพวก night bazaar บ้านเรา
PC070245.JPG
กังหันคู่ Landmark สัญลักาษณ์ของเมืองเก่า (ซึ่งผมเฉยๆมาก)

โดยรวมแล้วผมไม่ชอบเมืองเก่านี้เลยเพราะมันไม่เห็นจะเป็นเมืองเก่าตรงไหนมีแต่ร้านค้า ร้านอาหารเต็มไปหมดยังกับสวนจตุจักรที่เปิดตอนกลางคืนซึ่งที่จริงเเล้วไม่ควรที่จะเก็บตังเลยและผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผมต้องเสียเงินเพื่อมาซื้อของด้วยแถมของที่นี่ดูจะแพงกว่าข้างนอกซะอีก โดยรวมแล้วผิดหวังกับเมืองเก่านะครับเเต่ก็โอเคที่เข้ามาฟรีก็เลยพอรับได้ถ้าเสียตังนี่คงเซ็ง สิ่งที่ประทับใจที่สุดที่ Lijiang นี้กลับไม่ใช่สถานที่แต่เป็นการที่ได้รู้จักครอบครัวที่น่ารักครอบครัวหนึ่ง

สำหรับการเดินทางใน Lijiang และ episode นี้ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ถ้ามีโอกาศมาอีกผมคงมาดูโชว์ Zhang Yi Mou แล้วไปเมืองอื่นต่อละ แต่ขาลงมาจากเขาหิมะเห็นเค้าปรับพื้นที่เตรียมสร้างที่ท่องเที่ยวเเห่งใหม่ซึ่งถ้าดีอาจจะได้ตังผมไปก็ได้  ถ้ามีคำถามอะไรก็ comment ไว้ได้นะครับ episode หน้าจะไปต่อกันที่ Dali กันครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s