Previously on From Kunming with love…การเดินทางของผมดำเนินการต่อไปจนถึง Dali ดินแดนแหล่งอารยธรรมอดีตอาณาจักรน่านจ้าว แม้จะไม่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวนักและดูจะเป็นที่พักก่อนไปเมืองอื่นซะมากกว่าแต่แท้จริงแล้วผมกลับพบว่าคุณภาพและความประทับใจนั้นอัดแน่นยิ่งกว่าพลังงานในถังอีของร็อคเเมน จาก Dali ผมก็เดินทางเป็นยังจุดหมายสุดท้ายและเป็นที่ๆผมไปถึงเป็นที่เรื่องของทริปนี้นั่นคือ Kunming ( 昆明)

EPISODE-V : Dog Day Afternoon

การเดินทางออกจาก Dali นั้นผมเลือกที่จะขึ้นที่สถาณีย่อยเเถวเมืองเก่านั่นแหละซึ่งผมขี้เกียจหาตั๋วเลยซื้อผ่านโรงแรมซึ่งเค้ามีค่าธรรมเนียมนิดหน่อยประมาณห้าหกสิบบาทซึ่งก็โอเคเเลกกับความง่าย การเดินทางจาก Dali ไป Kunming นั้นนานมากกกกกกกกกกกกก จากปกติที่นานอยู่แล้วรถที่นั่งจากสถาณีย่อยยังต้องเข้าไปในเมืองเก่าเเล้วจอดรอคน เข้าไปในตัวเมืองและก็รออีก แถมระหว่างทางยังแวะกินข้าวอีก (ซึ่งผมดันเผลอหลับตื่นมาอีกทีพบว่าผมโดนขังอยู่ในรถโดยภรรยาผมลงไปเข้าห้องน้ำเลยไม่โดนขังเหมือนผม แต่เนื่องจากพูดอ่านเขียนไม่ได้เลยซื้อของกินไม่ได้เลย สุดท้ายดีที่มีขนมเตรียมมาเลยไม่อดตาย)

ที่ Kunming สิ่งแรกที่ผมคิดคือเมืองมันโครตจะเเห้งแล้งและดูวุ่นวายและหลังจากที่รถจอดนั้นผมบอกตรงๆว่าผมโครตจะสับสนเลยว่าผมจะเข้าตัวเมืองเพื่อไปโรงแรมยังไง โรงแรมที่ผมจะพักคืนนี้ชื่อ Kunming Upland International Youth Hostel ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติแต่คงจะไม่ใช่ในประเทศอีกแล้ว แท็กซี่คันเเล้วคันเล่าผ่านผมไปและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักโรงแรมที่จะไปเลย แต่แล้วเมื่ออับจนหนทางก็เลยต้องลองสิ่งที่ผมพยายามจะเลี่ยงมาตลอกคือรถรับจ้างที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือพูดง่ายๆคือแท็กซี่เถื่อน ถึงตอนนี้ผมบอกเลยนะครับว่าตรงคุยดีๆนะครับทั้งราคาทั้งหมดไม่ใช่ต่อคนแล้วไหนจะเรื่องจุดหมายเรา ถ้าพูดจีนไม่ได้ผมโครตจะไม่แนะนำเลยนะ หลังต่อรองทุกอย่างเค้าก็พอขึ้นรถที่จอดใกล้ๆซึ่งเค้าก็ชวนคุยตลอดทางแต่ผมก็ไม่ค่อยอยากจะคุยเท่าไหร่แหละประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงโรงแรม (รถโครตติดแถมไกลอีกตะหาก)

พอถึงโรงแรมสิ่งแรกที่ผมดูคือราคาแนะนำค่าแท็กซี่จากโรงแรมไปท่ารถเท่าไหร่ซึ่งถือว่าเป็นการดีที่ราคา 40 หยวนที่นั่งมานั้นไม่ใชjราคานักท่องเที่ยวโดนฟันหัวเเต่อย่างใด (รอดไป)

ที่จริงที่ Kunming นี้มีที่เที่ยวเยอะเลยแต่ว่าเกือบทุกที่ต้องออกไปนอกเมืองและเนื่องจากการเดินทางมันผ่านมาหลายวันทำให้ช่วงท้ายๆผมก็ไม่อยากที่จะเที่ยวนักมาก อีกอย่าง Kunming ก็อยู่เเค่ใกล้ๆนี่เองจะมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ไว้มาวันหลังเเล้วกันเอาที่ใกล้ๆเมืองไปก่อน ดังนั้นที่ Kunming ผมจึงเลือกไกลสุดแค่ตำหนักทอง Jindian (金殿)

หลังจากเหนื่อยจากการเดินทางทั้งวันก็เลยจบลงแค่การเดินหาของกินแถวๆโรงแรมเพื่อสะสมพลังงานในวันต่อไป ซึ่งคืนนั้นผมหลับเป็นสลบยิ่งกว่าฉีดไซยาไนท์เลย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ขนมรสชาติแปลกๆที่แนะนำให้ลองคือเลย์รสเเตงกวากับพะโล้ซึ่งไอ้รสแตงกวานี่รสเย็นๆฮามากและไอ้ตัวรสพะโล้นี่ก็ไม่ต่างกับผงโลโบ้หกใส่เลย์ ถ้าชอบความฮาก็ลองได้ครับ

รุ่งเช้าหลังการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มก็พร้อมออกเดินทางไปจุดหมายเเรกนั่นคือตำหนัดทอง Jindian (อ่านว่าจินเตียนนะครับ) การเดินทางไปตำหนักทองนั้นต้องนั่งรถออกไปชานเมืองเเละต้องนั่งไปสองสามต่อแต่อย่างที่บอกครับ การเดินทางถือว่าง่ายและเราดูป้ายได้ตลอดหรือจะบอกให้คนขับบอกเมื่อถึงก็ได้

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
โรงพยาบาลที่ผ่านระหว่างทางดูแปลกดีมีขายยาต้มด้วย กลิ่นหอมยาจีนใช้ได้เลย

ตำหนักทองจินเตียนนั้นในอดีตเคยเป็นจวนที่พักของแม่ทัพใหญ่ในยุคปลายราชวงศ์หมิงถึงปลายราชวงศ์ชิง เเม่ทัพอู๋ซานกุ้ย (吴三吉) ซึ่งเป็นตำหนักเล่าขานถึงทุกวันนี้ถึงการเปิดประตูด่านซันไห่กวน (山海关) ให้ทหารแมนจูเข้ามาจนเกิดเปลี่ยนศักราชเป็นราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา เรื่องของประวัติศาสตร์กล่าวถึงสาเหตุต่างๆนาๆซึ่งผมขอไม่พูดถึงแต่ที่น่าสนใจคือว่ากันว่าชาวจีนใน Kunming นั้นเชิดชูอู๋ซานกุ้ยเป็นยอดนักรบ แต่ก็เคยได้ยินว่าคนจีนเกลียดและเรียกอู๋ซานกุ้ยว่าขายชาติและลามไปถึงคนในตระกูลด้วย ซึ่งผมก็ไม่เเน่ในว่าที่จริงเป็นยังไง (แต่ดูจากปฎิกิริยาของเฮียร้านชาที่ผมเจอที่นี่หลังรู้ชื่อจีนผม ผมคิดว่าอย่างหลังชัวร์)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ประตูทางเข้าตำหนักทอง

แม้จะเป็นจวนเเม่ทัพเก่าแต่สภาพในปัจจุบันนั้นเกือบจะเรียกได้ว่าศาลเจ้าที่มีสวนขนาดใหญ่มากกว่าเพราะภายในนั้นมีทั้งศาลเจ้า วัดเต๋าและสวนขนาดใหญ่รวมถึงส่วนเเสดงพืชเมืองร้อนใน green house ด้วยและตำหนักทองที่ว่านั้นก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของที่นี่

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
แม้ชื่อว่าตำหนักทองแต่ความจริงคือไม้ทาสีทองและมีบางส่วนสร้างจากทองเหลือง ในสมัยก่อนการที่ครอบครองสิ่งนี้ทำให้ดูมีบารมีเนื่องจากสิ่งก่อสร้างทองเหลืองในสมัยนั้นก็เป็นสิ่งที่หายากอยู่พอสมควรและที่จวนนี้ก็มีตำหนักทองอยู่สามตำหนัก

ที่จริงผมก็ไม่ได้อินอะไรกับตำหนักทองสักเท่าไหร่แต่สิ่งที่อยากเห็นด้วยตาตัวเอง (ทั้งๆที่คิดว่าอาจเป็นของปลอม) คืออาวุธคู่กายเเม่ทัพอู๋ซานกุ้ยในตำนานนั่นคือกระบี่เจ็ดดาวกับดาบวิเศษน้ำหนัก 12 และ 20 กิโลกรมตามลำดับ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะพกไปยังไงมันทุกศึกแต่ถ้าผมเห็นใครถือสองอย่างนี้มาทางผมในสนามรบล่ะก็ขวัญกำลังใจคงหายหมด

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
กระบี่เจ็ดดาว
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ดาบวิเศษ (ซึ่งผมว่าเรียกง้าวมากกว่า)

กว่าจะออกจากตำหนักทองก็ปาเข้าไปช่วงบ่าย ขากลับนั้นบอกตรงๆว่าผมงงมากไม่รู้ขึ้นรถป้ายไหนสายไหนเพื่อจะไปที่ต่อไปคือวัด Yuantong (圆通) (อ่านว่าหยวนทงครับ) เลยไปถามพนักงานขับรถซึ่งมันตลกตรงที่ว่าแม้เป็นที่ท่องเที่ยวสำคัญแต่ดันไม่มีใครรู้ว่าลงตรงไหน (ผมนี่เริ่มสงสัยเเล้วมันมีรถที่วิ่งผ่านรึเปล่า) และแล้วก็มีชายคนหนึ่งที่เหมือนเป็นคนจัดคิวรถ (ผมเรียกเค้าว่าโดเรม่อนเพราะหน้าเค้าเหมือนแมว) เดินมาชี้อย่างเท่ว่าลงป้ายนี้พร้อมคุยอะไรกับคนขับเหมือนสอนว่าให้จำไว้นะ

พอถึงป้ายที่ว่าผมกับภรรยาก็ลงรถแล้วพบว่าหลงทางอย่างสมบูรณ์แบบและตามป้ายนี่ไม่ได้ใกล้เคียงกับแผนที่ในหนังสือเลยถึงขั้นว่าถนนแถวนั้นหลุดแผนที่ไปเลย (ไอ้โดเรม่อน!!!) คราวนี้ก็เหมือนเล่นเกมดราก้อนเควสล่ะครับถามคนตลอดทางอย่างกับคุยกับ npc หาทางไปวัดดูชื่อถนนที่คิดว่าจะไป (ถนนในเมืองจีนจะแบ่งเป็นชื่อเมืองและจะมีทิศกำกับทำให้พอกะได้ว่าเราอยู่ทิศไหนของเมือง เช่นถนนปักกิ่งเหนือ) เดินไปๆมาๆเป็นชั่วโมงๆอากาศก็เริ่มร้อนขึ้นเรื้อยๆจนเรยกได้ว่าวันนี้มัน Dog Day Afternoon เลยจนเกือบจะใช้ท่าไม้ตายคือโบกแท็กซี่ให้มันจบๆไปแต่เเล้วพอพูดถึงโจโฉโจโฉก็มา ผมได้กลิ่นสาบสัตว์เลยนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนผมเคยมาแล้วบอกว่าที่ใกล้ๆวัดหยวนทงมีสวนสัตว์ ไม่รอช้าเดินตามกลิ่นไปเลยปรากฎว่าเจอครับในที่สุดก็ถึงวัดหยวนทงซะที

PC110575.JPG
วัดหยวนทง

วัดหยวนทงนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดเก่าแก่และที่ชื่อเสียงที่สุดวัดหนึ่งใน Kunming ซึ่งถูกสร้างมาในช่วงราชวงศ์ถัง นอกจากนี้ยังมีความสำคัญที่เชื่อมโยงกับไทยเราอย่างหนึ่งคือที่วัดนี้มีพระพุทธชินราชที่ได้รับราชธานจากในหลวงรัชกาลที่ 9ของเราประดิษสฐานที่นี่ด้วย วัดก็สวยดีนะครับแต่ขนาดไม่ได้ใหญ่เท่าไหร่เลยใช้เวลากับวัดนี้ไม่นานครับ

จากวัดก็เป็นช่วงเวลาชิลแล้วก็เลยมาหาของกินและซื้อชากลับบ้าน บอกเลยนะครับว่าถ้ามามลทลยูนนานสิ่งที่น่าซื้อกลับไปที่สุดคือชาพู่เอ๋อซึ่งดังมากๆของที่นี่ ราคาก็มีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักแสน โดยที่แหล่งช็อปที่สำคัญที่ไม่ว่าใครจะมาหาซื้อของฝากกลับบ้านต้องที่นี่คือประม้าประตูไก่ (ผมเช็คละราคาถูกกว่าสนามบินและมีให้เลือกเยอะกว่าเยอะ)

PC110616.JPG
ประตูม้าซึ่งตรงข้ามคือประตูไก่ ลักษณะจะคล้ายๆกันต่างกันที่ป้าย

เสร็จจากการช็อปก็มาชิลหาข้าวเย็นต่อแถวสวนสาธารณะที่มีชื่อเก๋ๆว่าทะเลเขียว Cui Hu (翠湖) ซึ่งก็คล้ายสวนรถไฟบ้านเราที่ใหญ่กว่าและมีพวกศาลาจีนเป็นจุดๆดูสวยดีทีเดียว ช่วงเย็นมีเหล่าจอมยุทธที่อายุรวมกันคงได้เป็นพันปีมาออกกำลังกายกันแต่ที่นิยมที่สุดที่เห็นก็คือการรำไทเก็ก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
เห็นอากงอาม่ามารำกันหลายจุดเลย

ในที่สุดการเดินทางบุกอาณาจักรน่านจ้าวคของผมก็มาถึงช่วงท้ายและใกล้จะจบลง ภรรยาผมเพิ่งเดินทางมาจีนเป็นครั้งแรกก็ประทับใจมากซึ่่งผมโล่งใจสุดๆเพราะถ้าเกิดท่านไม่ปลื้มเมืองจีนขึ้นมาผมคงมาที่นี่ยากและมันเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยเพราะโดยส่วนตัวแล้วผมรักที่นี่มาก (จากใจเลยนะ)

อย่างที่ผมเคยบอกครับว่าสิ่งที่คุณเห็นที่คุณได้ยินมาว่าแย่อาจจะไม่เเย่เสมอไป ยังมีอีกหลายที่ๆรอคุณไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง และสำหรับแล้วผมไม่เคยซื้อ souvenir ที่จีนเลยเพราะคิดเสมอว่าเดี๋ยวก็มาอีกแต่ครั้งนี้คงต้องบอกคำลาก่อนที่จะพบกันใหม่ในอีกไม่นาน(มั้ง)

再见….

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Episode นี้และ From Kunming with love ก็จบลงที่นี้ ถ้ามีคำถามอะไรก็ comment ไว้ได้ผมจะคอยมาตอบเรื่อยๆครับ แล้วติดตามกันใหม่ใน series หน้าครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s